บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก มกราคม, 2021

Doorway to Spirituality - The Mahabodhi Temple - #DoorsOfIndia

รูปภาพ

ทางพ้นทุกข์ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก - บรรยาย 10 years ago Kaiwan H. Follow 298 1 0 1 Share ทางพ้นทุกข์ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก (บรรยาย) โดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บรรยายเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพชรเกษม ๕๔ ภาษีเจริญ 1 Comment sompong tumgmepol4 years ago วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ ห้องปฏิบัติธรรม ชั้น ๔ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ถอดเทปและจัดอักษร โดย เจนจิรา นวมงคลกุล และ กวี บุญดีสกุลโชค ขอความสุขความเจริญจงมีแก่สาธุชนทุกๆ ท่าน วันนี้เป็นโอกาสอันเป็นมงคล มงคลในศาสนาพุทธนะ ไม่ใช่มงคลมั่วๆซั่วๆ ท่านกำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า อะไรบ้างที่เป็นมงคล อย่างเวลาเรามาเจอกันนี้มีมงคลหลายข้อ อันแรกเลยได้เห็นสมณะ ได้นั่งใกล้ ได้ฟังธรรม มงคลสำคัญนี่ก็คือฟังธรรม ฟังธรรมแล้วต้องเอาไปปฏิบัติให้ได้ เมื่อกี๊หลวงพ่อ56+546+อยู่ห้องข้างๆได้ยิน มีท่านโฆษกบอกว่า พวกเราต้องตั้งเป้าหมายนะ เราต้องได้ธรรมะในชีวิตนี้ เราอย่าไปวาดภาพว่า มรรคผลนิพพานนี้เป็นของที่ไกลเกินตัว มรรคผลนิพพานไม่ไกลนะ มันไกลสำหรับคนซึ่งไม่รู้จักวิธี มรรคผลนิพพานจริงๆอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา นิพพานเนี่ยไม่เคยหายไปไหนเลย แต่มรรคผลเนี่ยต้องทำให้เกิด ต้องพัฒนาใจจนวันหนึ่งเกิด ส่วนนิพพานนะไม่ต้องเกิด นิพพานมันเกิดอยู่แล้ว นิพพานมีอยู่แล้ว นิพพานไม่เคยหายไปไหน นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา เมื่อไหร่เราเห็นนิพพานครั้งแรก เราก็จะได้เป็นพระโสดาบัน อย่างตอนนี้เราอยู่กับนิพพานนะ แต่เราไม่เห็น เพราะอะไร เพราะใจเราไม่มีคุณภาพพอ นิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นกิเลสตัณหา เรียกว่า “วิราคะ” ใจของคนซึ่งยังมีกิเลสตัณหา มันก็ไม่เห็นนิพพาน นิพพานเป็นสภาวะที่สิ้นความปรุงแต่ง เรียกว่า “วิสังขาร” ใจของคนที่ยังปรุงแต่ง ก็ไม่เห็นนิพพาน พวกเราปรุงแต่งทั้งวัน รู้สึกมั้ย ใจเราฟุ้งซ่านทั้งวันนะ เดี่ยวปรุงดี เดี๋ยวปรุงชั่ว เดี๋ยวปรุงว่างๆขึ้นมา สารพัดจะปรุง นิพพานพ้นจากความปรุงแต่งไป แต่ใจที่ปรุงแต่งก็จะไม่เห็นนิพพาน นิพพานนั้นพ้นจากรูป จากนาม จากกาย จากใจ ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจเมื่อไหร่ก็จะเห็นนิพพาน ถ้ายังยึดถือกาย ยึดถือใจอยู่ ก็ไม่เห็นนิพพานนะ งั้นถ้าเราค่อยๆพัฒนาใจของเรา จนมันหมดกิเลสตัณหา หมดความดิ้นรนปรุงแต่ง หมดความยึดถือในรูปในนามในกายในใจ ถึงไม่อยากจะเห็นนิพพานก็จะเห็น เพราะนิพพานนะ อยากเห็นก็ไม่เห็นหรอก แต่หมดกิเลสเมื่อไหร่ หมดความปรุงแต่งเมื่อไหร่ หมดความยึดถือในกายในใจเมื่อไหร่ มันเห็นของมันเอง ทางนี้ตั้งหัวข้อให้หลวงพ่อเทศน์ “ทางพ้นทุกข์ ก.ไก่ถึงฮ.นกฮูก” รู้สึกว่าหลวงพ่อจะเริ่มจาก ฮ.นกฮูกมาหา ก.ไก่ แล้วละนะ (คนฟังฮา) เอา ฮ นกฮูก ก่อนก็แล้วกันนะ .....คือเราเป็นคนรุ่นใหม่ เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร เราต้องรู้ชัด ถ้าเราจะไปสู่นิพพาน อย่างน้อยชาตินี้เป็นพระโสดาบันให้ได้นะ ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว วันหนึ่งข้างหน้ายังไงก็ต้องเป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันไม่ยากเกินไป เราต้องมาดูคุณสมบัติของพระโสดาบันก่อนนะ พระโสดาบันคือท่านผู้เห็นความจริงว่า “ตัวเราไม่มี” เรียกว่า “ละสกายทิฐิ”ได้ ท่านเห็นว่าตัวเราไม่มีนะ ในกายนี้ ในใจนี้ ไม่มีตัวเรา กายนี้ใจนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวเรานอกเหนือจากกายจากใจนี้อีก สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราอยู่ตลอดเวลา ก็คือกายนี้ใจนี้เท่านั้นแหละ รูปนาม ขันธ์๕ อายตนะ๖ ธาตุ๑๘ แล้วแต่จะเรียกนะ รวมความง่ายๆ ก็คือ รูปกับนาม คือกายกับใจนี่เอง เราเห็นว่ามันเป็นตัวเรา ถ้าเมื่อไหร่เราสามารถพัฒนาจิตใจ จนเราเห็นความจริงนะว่าตัวเราไม่มีหรอก กายนี้ไม่ใช่เราใจนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีเราในกายในใจนี้ ไม่มีเรานอกเหนือกายนอกเหนือใจนี้ เราก็จะได้เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้ในวันข้างหน้า วันหนึ่งก็เป็นพระอรหันต์ เหมือนคนตกลงในกระแสน้ำนะ น้ำพัดพาไปนะ วันหนึ่งไปถึงทะเล ทำยังไงเราถึงจะสามารถเห็นได้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรานะ พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนบอกว่า คนในศาสนาอื่นเค้าสามารถเห็นได้ว่า กายไม่ใช่เรา มีแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นนะ ถึงจะพัฒนาจิตใจเรา จนเราเห็นความจริงว่า จิตก็ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา อย่างคนที่เรียนกับหลวงพ่อนะ ซักเดือนสองเดือนเนี่ย สามารถเห็นได้แล้วว่ากายไม่ใช่เรา แต่ส่วนมากก็ยังเห็นว่าจิตเป็นเราอยู่ ถ้าวันใดเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่เรา ไม่มีเราในกาย ไม่มีเราในจิต ก็ได้ธรรมะ เป็นปลอดภัย ไม่ไปอบายละ ชีวิตมีความสุข มีความสงบ มีความมั่นคง กิเลสหายไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ทีนี้ทำยังไง เราจะสามารถเห็นว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรานะ เรามาดูของจริง การดูของจริงของกายของใจเรียกว่า “การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน” การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ต้องเห็นความจริงของกายของใจ ไม่ใช่เห็นกายเห็นใจนะ พวกเราอย่าตื้น บางคนตื้นเกินไป คิดว่าแค่รู้กาย แค่รู้ใจก็คือการทำวิปัสสนากรรมฐาน....ไม่ใช่ วิปัสสนากรรมฐานต้องเห็นความจริงของกายของใจ ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังก็คือสิ่งซึ่งมันเคยมีแล้วมันไม่มี สิ่งซึ่งเคยไม่มีมันกลับมีขึ้นมานี่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง คือ มันทนอยู่ไม่ได้นะ มันถูกสภาวะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยของมันเนี่ยเคลื่อนไหวเปลี่ยนไป พอเหตุของมันเปลี่ยนนะ ตัวมันทนอยู่ไม่ได้นะ ถูกบีบคั้น ทนอยู่ไม่ได้ในภาวะอันใดอันหนึ่ง เรียกว่า ทุกขัง อนัตตา ก็คือ มันจะเกิดขึ้น มันจะตั้งอยู่ หรือมันจะดับไป เป็นไปเพราะเหตุ ไม่ใช่เพราะเราสั่ง เราบังคับไม่ได้ อยู่นอกเหนือการบังคับ นี่เรียกได้ว่าอนัตตา ถ้าสามารถเห็นได้ว่า กายนี้ใจนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นเพียงมุมใดมุมหนึ่ง ไม่ต้องเห็นทั้งสามอย่าง เห็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตก็สามารถปล่อยวาง ความยึดถือกายยึดถือใจได้ในที่สุด แต่ในเบื้องต้นก็จะเห็นก่อนว่า กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ถึงจะเห็นว่าไม่ใช่เราแต่ก็ยังไม่ปล่อยวาง พระโสดาบันเนี่ย ท่านเห็นความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี กายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ไม่ใช่เรา กายนี้เป็นวัตถุธาตุที่ยืมโลกมาใช้ จิตใจก็เป็นธาตุเรียกว่าธาตุรู้ ธาตุรู้เนี่ยเกิดดับๆ สืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ตัวเรา แต่ท่านยังยึดถืออยู่นะ ยังเห็นว่า กายนี้ใจนี้ยังนำความดีงามมาให้ได้ ยังรักมันอยู่ ยังนำความสุขมาให้ได้ ต้องเจริญสติต่อไปอีกนะ รู้กายรู้ใจๆ เรื่อยไป ถึงวันหนึ่ง ถึงจะเห็นความจริงว่า กายนี้ใจนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ ทุกข์เพราะไม่เที่ยง ทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้ ถูกบีบคั้น ทุกข์เพราะว่าไม่ใช่ตัวเรา บังคับมันไม่ได้ อยู่นอกเหนืออำนาจบังคับ ถ้าเห็นอย่างนี้นะก็จะปล่อยวาง ปล่อยวางเป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันเนี่ยไม่ได้ยากเท่าไหร่ แค่รู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีเราในกายในใจ แต่ยังยึดถืออยู่ ทำไมไม่เห็นว่าเป็นเรา แล้วยังยึดถือได้ คล้ายๆ คนที่ยืมของคนอื่นเค้ามาใช้นะ สมมุติหลวงพ่อไปยืมรถยนต์ ของคุณอนุรุธมาใช้ซักคันนึง โอ้...รถคันนี้มันโก้จังนะ เรามีแต่รถกระบะ นี่รถเค้าสวย ยืมมาใช้นาน จนหลงไปว่าเป็นรถของเราเอง ยืมเค้ามานาน จนเราคิดว่าเป็นของเราเอง เหมือนกายนี้ใจนี้ เรายืมของโลกมาใช้ ยืมมานานจนสำคัญผิดว่าเป็นของเราเอง วันหนึ่งเป็นพระโสดาบัน รู้แล้วว่ากายนี้ใจนี้เป็นของโลกนะไม่ใช่ของเรา ไม่มีเราหรอก ก็จะคล้ายๆคนขี้งกอ่ะ รู้แล้วว่ารถคันนี้ไมใช่ของเรานะ แต่มันดีนะ เอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นพระโสดาบันยังมีอารมณ์ขี้งกอยู่ ยังไม่ปล่อยวางกายวางใจจริงนะ ต้องมาเรียนรู้กายรู้ใจให้หนักเข้าอีก ดูไปเรื่อย วันหนึ่งเกิดปัญญาขึ้นมา ก็เห็นมันเป็นแต่ทุกข์ล้วนๆเลย ไม่ใช่ของดีของวิเศษอีกต่อไป ก็ยอมคืนเจ้าของ คืนให้โลกไป นี่ ฮ นกฮูกนะ มีหลัง ฮ นกฮูกอีก after ฮ นกฮูก คือภาวะซึ่งมันสิ้นทุกข์ไปแล้วนะ จิตใจซึ่งมันสิ้นทุกข์ไปแล้วนะ มันจะบอกว่ามีความสุขมันก็ไม่เหมือนนะ มันไม่รู้จะเทียบกับอะไร มันสุขเพราะไม่มีอะไรเสียดแทง เป็นสุขเพราะเป็นอิสระ จิตใจปลอดโปร่งโล่งเบาอยู่ทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับทั้งตื่นนะ มันมีแต่ความสุขอย่างงั้น สุขเพราะพ้นความปรุงแต่ง สุขเพราะพ้นกิเลส สุขเพราะไม่มีภาระที่จะต้องไปยึดถืออะไร ใจมันโล่ง อย่างถ้าเรายึดอะไรซักอย่าง เราก็มีภาระ ยกตัวอย่างนะ ตรงนี้มีผ้าอยู่ชิ้นหนึ่ง เอาอะไรดีล่ะที่จะไม่แตกง่าย เอานี่ก็แล้วกัน ระหว่างแก้วน้ำกับผ้านี่ อันไหนหนักกว่ากัน (หลวงพ่อถือใช้มือหนึ่งถือแก้วน้ำและอีกมือหนึ่งถือผ้าไว้) แก้วน้ำใช่มั้ย ถ้าหลวงพ่อวางแก้วน้ำลงเนี่ย ระหว่างแก้วน้ำกับผ้า อันไหนจะหนักกว่ากัน เห็นมั้ยแก้วน้ำมันหนักของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา....ใช่มั้ย ถ้าเรายึดผ้าไว้ เราก็หนักเพราะผ้า ขันธ์นี้เหมือนกันนะ ขันธ์นี้เป็นของหนัก ขันธ์นี้เป็นภาระโดยตัวของมันเอง เหมือนแก้วน้ำเนี่ย มันหนักโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไม่ไปหยิบฉวยขึ้นมา มันไม่หนัก ใจของพระอรหันต์ ใจที่ภาวนามาเต็มเปี่ยมแล้วนะ มันไม่ยึดถืออะไร เพราะฉะนั้นมันไม่หนักเพราะอะไรอีกแล้ว หมดภาระที่จะต้องแบกหาม เพราะฉะนั้นอย่าไปวาดภาพ พระอรหันต์ เหมือนคนพิกลพิการนะ ต้องซึม เซื่องๆ ซึมๆ ทำอะไรก็ไม่ได้นะ กระดุกกระดิกมาก ก็บอกมีตัณหานะ อะไรอย่างนี้ มากไปนะอันนั้นมันคนพิการนะ ดูพระอรหันต์สมัยพุทธกาลนะ บางองค์เจอท้องร่องกระโดดเลย อย่างพระสารีบุตรเนี่ย ไม่มาย่องๆ เลยนะ กระโดดเลย พวกเรานะพากเพียรนะ เจริญวิปัสสนา ได้เป็นพระโสดาบัน ก็มีความสุขมากมาย ได้เป็นพระอรหันต์มีความสุขที่สุดเลย มีความสุขแล้วก็พ้นกิเลส พ้นความปรุงแต่ง พ้นความเสียดแทง พ้นภาระนะ มีความสุขเป็นอิสรภาพ ทีนี้มาถึงวิธีการนะ มีวิธีการเริ่ม ก ไก่ ว่า ฮ นกฮูกไปแล้ว ต่อมาเริ่มที่ ก ไก่ ทำยังไงเราถึงจะสามารถ เห็นความจริงของกายของใจว่าไม่ใช่ตัวเรา ในความเป็นจริงแล้ว กายนี้ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้น การภาวนา การทำวิปัสสนากรรมฐานเนี่ย ไม่ใช่การโปรแกรมจิต ให้เชื่อว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรานะ ไม่ใช่สะกดจิต ไม่ใช่โปรแกรมจิต ความจริงไม่ใช่เรามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่โง่ไปคิดว่าเป็นเราเอง นี่แหละความโง่คือความไม่รู้ หรือ อวิชชานี่เองนะ ถ้าวันใดหมดความโง่ คือ หมดอวิชชา รู้ความจริง เค้าเรียกว่ามีวิชชานะ ก็ไม่เห็นว่ามีเรา ถ้ามีวิชชาแจ่มแจ้งจริงๆ ก็รู้เลยไอ้สิ่งที่นึกว่าเป็นเรานั้น คือ ขันธ์๕ นั้น เป็นแต่ตัวทุกข์ล้วนๆ ถ้าเห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ล้วนๆนะ เนี่ยเรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็ ละสมุทัย คือหมดความอยาก ที่จะให้กายให้ใจเป็นสุข หมดความอยาก จะให้กายให้ใจพ้นทุกข์ เพราะรู้ว่ามันพ้นทุกข์ไปไม่ได้ เพราะรู้ว่ามันสุขไปไม่ได้ มันเป็นตัวทุกข์ มันจะพ้นจากทุกข์ได้ยังไง เหมือนไฟเป็นของร้อน ทำยังไงมันก็ร้อน ขันธ์นั้นเป็นตัวทุกข์ ทำยังไงก็เป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ทำขันธ์ให้เป็นตัวสุขขึ้นมา แต่ใจที่ฉลาด ใจที่รู้ความจริงแล้ว มันไม่ยึดถือขันธ์ เหมือนอย่างแก้วน้ำเป็นของหนัก ถ้าใจไม่ยึดมันก็ไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราจะมาโปรแกรมจิตให้เชื่อว่าขันธ์เป็นทุกข์ ความจริงนั้นมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว เราจะมาดูความจริงให้ได้ อะไรที่ปิดบังความจริงไว้ การที่เราจะรู้กายรู้ใจ ของตัวเองให้ได้นั้นน่ะ ขั้นแรกเลยต้องรู้กายรู้ใจ อะไรทำให้เราลืมกายลืมใจทั้งวัน ......เราขาดสติ รู้สึกมั้ย เราไปหลงคิดทั้งวัน พอตื่นนอนขึ้นมา เราก็คิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ขณะที่เราหลง ไปอยู่ในโลกของความคิด เรียกว่าเราหลงอยู่กับสมมุติบัญญัติ สมมุติบัญญัตินะปิดบังปรมัตถ์คือ ปิดบังความจริง ปิดบังตัวรูปตัวนาม ขณะใดใจลอย ขณะนั้นมีร่างกาย ก็เหมือนไม่มี ขณะใดใจลอย ขณะนั้นมีจิตใจอยู่ก็ลืมมันไป มัวแต่สนใจคนอื่น สนใจสิ่งอื่น สนใจสิ่งภายนอก ลืมที่จะรู้สึกกายลืมที่จะรู้สึกใจ การที่ลืมรู้สึกกายรู้สึกใจนี่แหละ เรียกว่าขาดสติ งั้นเครื่องมือตัวแรกในการทำวิปัสสนานี่ เรียกว่า สติ สตินั้นสำคัญมาก จิตที่เป็นกุศลทั้งหลาย จะต้องประกอบด้วยสติเสมอ สติมีหลายระดับ สติทั่วๆไปอย่าง อยากฟังธรรมะ จิตเป็นกุศลนะ จิตดวงนี้มีสติ แต่สติอันนี้ไม่ใช่สติปัฏฐาน ไม่ใช่สติที่จะทำให้เราพ้นโลกได้ มันเป็นแค่สติธรรมดา อย่างอยากทำบุญ อยากใส่บาตร อยากทำสังคมสงเคราะห์ อยากจัดให้คนมาฟังเทศน์เยอะๆ อะไรอย่างนี้มีสตินะ แต่ว่าเป็นสติอย่างโลก จะเกื้อกูลให้เรา อยู่ในโลกอย่างมีความสุขเท่านั้นเอง แต่สติข้ามโลกเนี่ย ต้องสติเรียนรู้กาย สติเรียนรู้ใจ สติรู้กาย สติรู้ใจ เรียกว่า สติปัฏฐาน ถ้าเมื่อไหร่ลืมกาย เมื่อไหร่ลืมใจ เค้าเรียกว่าขาดสติ (ปัฎฐาน) มีสติธรรมดาได้ แต่ว่าขาดสติปัฏฐาน ถ้าไม่ได้ทำสติปัฏฐานเนี่ย ไม่สามารถ บรรลุมรรคผลนิพพานได้นะ เพราะทางสายเอก ทางสายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นเนี่ย คือการเจริญสติปัฏฐาน มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจบ่อยๆ นี่ตัวที่หนึ่งนะ เราต้องมีสตินะ ตัวที่สอง เราต้องมีสัมมาสมาธิคือ มีใจที่ตั้งมั่น สัมมาสมาธิเนี่ย เป็นตัวที่อาภัพมาก คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะเราไม่รู้จักสัมมาสมาธินี่เอง เราภาวนากันแทบล้มแทบตาย เราจึงไม่บรรลุมรรคผลจริงๆ อย่างบางคนภาวนาไปนะ เกิดอาการวูบๆวาบๆ ลืมเนื้อลืมตัวอะไร ก็บอกบรรลุมรรคผลแล้ว ไม่ใช่นะ ไม่ใช่มรรคผลอย่างนั้น กลับมาไม่นานกิเลสก็กลับมาอีกนะ มรรคผลถ้าเกิดจริงๆแล้ว ล้างกิเลสไปแล้ว จะไม่กลับอีกเลย ขาดสูญไปเลย งั้นถ้าเราภาวนาวูบๆ วาบๆ ไปแล้ว เราบอกว่าบรรลุแล้วๆ ไม่ใช่ของจริงนะ ของจริงมันต้องล้างกิเลสได้จริง ทำไมพวกเรามีสตินะ เราจะหายใจออกเราก็รู้สึก หายใจเข้าเราก็รู้สึก ท้องพองก็รู้ ท้องยุบก็รู้ เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้านะ รู้หมดเลย แต่ทำไมมันขาดอะไร ทำให้ไม่เกิดมรรคผลที่แท้จริง กลายเป็นเกิดสมถะนะ อย่างเรารู้ลมหายใจนะ จิตสงบ จิตสว่าง จิตสบายขึ้นมานะ หรือสว่างจ้าขึ้นมา อยากรู้อยากเห็นอะไรนะส่งจิตไปดู รู้เห็นทั่วโลกธาตุ นี่ออกไปรู้ข้างนอกไม่กลับมารู้กายรู้ใจตัวเอง ใช้ไม่ได้จริง หรือเดินจงกรมอยู่แล้วตัวลอย ตัวเบา บางคนลอยจริงๆนะ ลอยจริงๆ ลอยจากพื้นเลยนะ บางคนตัวเบาๆ บางคนตัวพองๆ ขนลุกขนชัน สิ่งเหล่านี้เป็นปีตินะ ปีตินี้มันมีเกิดจากสมาธินะ เกิดจากการที่เราไปเพ่งอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง อย่างเรารู้ลมหายใจ จิตเราแนบอยู่กับลม รู้ท้องพองยุบ จิตเราไปแนบอยู่ที่ท้อง ไปเดินจงกรมจิตไปแนบอยู่ที่เท้า บางคนเลยเท้าออกไปอีก บางคนจิตไปอยู่ที่พื้น เดินจงกรมแล้ว รู้ว่าพื้นเย็น พื้นร้อน พื้นอ่อน พื้นแข็ง อันนี้ลืมเป้าหมาย ลืมวัตถุประสงค์ของการปฎิบัตละ เราปฎิบัติเพื่อละการเห็นผิด ว่ากายกับใจเป็นเรา กลับไปเรียนเรื่องพื้น พื้นไม่เป็นเราอยู่แล้ว มีใครรู้สึกพื้นเป็นตัวเรา มีมั้ย ก็ไม่มีหรอกนะนอกจากเพี้ยนจริงๆ งั้นอย่าให้เกินกายเกินใจออกไปนะ คอยรู้สึกกาย รู้สึกใจ รู้สึกยังไง รู้สึกตามความเป็นจริงนะ หลักของวิปัสนากรรมฐานไม่ยากหรอก ให้มีสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงเท่านี้เอง ให้มีสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริงนะ มีสติ ตัวนี้บอกแล้วต้องเป็นสติที่รู้กายรู้ใจ สติแปลว่าอะไร สติแปลว่าความระลึกได้ พวกเราอย่าแปลสติว่ากำหนดนะ กำหนดมันมาจากภาษาเขมร แผลงมาจากคำว่ากดเอาไว้ กดเอาไว้ ข่มเอาไว้ บังคับเอาไว้ ควบคุมเอาไว้ หน้าที่ของเราคือระลึกรู้ ทำยังไงสติถึงจะเกิด สติเกิดเพราะถิรสัญญา ถิรสัญญา คือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น ถ้าจิตจำสภาวะได้แม่น พอสภาวะที่จิตจำได้แล้วเกิดขึ้นนะ สติคือความระลึกได้ ก็จะระลึกขึ้นมาเองโดยไม่ได้เจตนาระลึก เราต้องพัฒนาตัวที่หนึ่งนะ มีสติ เพื่อว่าเราจะได้มีสติรู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง อันนี้คือ วิปัสสนา ความเป็นจริงของกายของใจคือ ไตรลักษณ์ มีสติค่อยๆฝึก หัดรู้สภาวะ ไปทำกรรมฐานอะไรซักอย่างหนึ่งก็ได้แล้วแต่จริตนิสัยนะ อย่างทางยุวพุทธฯ ชอบดูพองยุบ ใช้พองยุบนี่แหละมาพัฒนาให้เกิดสติ ทำได้มั้ย ทำได้ แต่ถ้ามัวแต่เอาจิตไปเพ่งอยู่ที่ท้อง ท้องพองท้องยุบ จะได้สมถะนะ ได้จิตสงบเฉยๆ ไม่มีสติที่แท้จริงที่จะมาระลึกรู้ มันกลายเป็นการเพ่ง เมื่อไหร่เพ่งตัวอารมณ์นะ ภาษาแขกเรียกว่า อารัมมณูปนิชฌาน อารัมมณู อารัมม ก็คืออารมณ์นั่นเอง ถ้าไปเพ่งตัวอารมณ์เมื่อไหร่เมื่อนั้นทำสมถะ ถ้าเป็นลักขณูปนิชฌานนะไปรู้ลักษณะ เพ่งลักษณะ ถึงจะเป็นวิปัสสนานะ รู้ไตรลักษณ์นะ ถึงเป็นวิปัสสนา เราต้องมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพ่งกายเพ่งใจ เบื้องต้นทำกรรมฐานซักอันนึง ใครเคยพุทโธ ก็หัดพุทโธไป ใครเคยรู้ลมหายใจก็รู้ไปนะ ใครเคยดูท้องพองยุบก็ดูไป ไม่ผิดนะ เหมือนกันหมดเลย ใช้ได้เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นชาวพุทธเรา อย่าโง่ทะเลาะกันเองนะ อย่ามาเถียงกันว่าพุทโธดีหรือว่าหายใจดี หรือว่าพองยุบดี มันดีด้วยกันนั่นแหละนะ จริตนิสัยคนแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เราจะมาบังคับทุกคนให้ทำกรรมฐานอย่างเดียวกันนะ มันไม่ได้ผลหรอก กรรมฐานนั้นต้องทำให้พอเหมาะพอควร กับแต่ละคน ทางใครทางมันนะ นี่หลวงพ่อเรียนจากหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์สอนหลวงพ่อท่านก็สอนอย่างนึง สอนครูบาอาจารย์ องค์อื่นท่านก็สอนอีกอย่างนึง แต่ละคนไม่เหมือนกัน สอนฆราวาส แต่ละคนๆ ก็สอนไม่เหมือนกัน เพราะอะไร เพราะท่านสอนให้ตรง กับจริตนิสัยของแต่ละคน อย่างหลวงพ่อทำสมถะมาตั้งแต่เด็ก มันจะมีตัวผู้รู้อยู่นะ บางท่านไม่มีตัวผู้รู้ ไม่ได้เคยฝึกสมถะนะ แต่ละคนก็ฝึกไม่เหมือนกัน แต่ท่านจะสอนต่อยอดให้ อย่างหลวงพ่อ เคยทำสายสมถะนะ หายใจเข้า “พุท” ออก “โธ” อันนี้สมถะ จนจิตสงบนะ จิตสงบแล้วเราไม่รู้จะทำอะไรต่อ หลวงปู่ดูลย์สอนหลวงพ่อบอกว่า ให้พุทโธไปนะ จนจิตมัน วูบรวมลงไป แล้วมีสติตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตไปเลย บางคนไม่ต้องทำให้จิตรวมก่อน ตามรู้ไปเลย แต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก งั้นพวกเราอย่าไปปรามาสซึ่งกันและกันนะ ว่าสำนักไหนดีกว่าสำนักไหน อย่างทุกวันนี้การดูจิตบูม จะมาบอกว่าดูจิตนี้ดีกว่าดูกาย นี่โง่ละ มันเหมาะกับแต่ละคนๆต่างหากล่ะ ถ้ากรรมฐานชนิดเดียว ชนิดใด ชนิดหนึ่ง สามารถใช้ได้กับทุกคน พระพุทธเจ้าต้องสอนไว้แล้วล่ะ นี่ท่านไม่ได้สอนเลย ท่านสอนกรรมฐานเอาไว้ เยอะแยะไปหมดเลย เพราะจริตนิสัยคน ไม่เหมือนกัน เราต้องใจกว้างนะ ยอมรับ เรียนรู้ความแตกต่าง ความแตกต่างในการปฏิบัติของแต่ละคนเนี่ย อย่าให้นำไปสู่ความแตกแยก อันนั้นโง่ที่สุดเลย ชาวพุทธมีหน้าที่ต้องผนึกกำลังกัน ต่อสู้อะไร ต่อสู้กับกิเลสนะ กิเลสตัณหาน่ะ ครองใจของเราอยู่ตลอดเวลา แล้วมันครองโลกด้วย งั้นเราต้องรู้นะว่าเรามีเป้าหมายอันเดียวกันนะ คือพ้นทุกข์ของตัวเอง และช่วยคนอื่นด้วย พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ให้ทำประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ถ้าจะทำประโยชน์คนอื่นอย่างเดียว ไม่ทำของตัวเอง ก็เรียกว่าประมาทนะ ทำของตัวเองอย่างเดียว ไม่สนใจคนอื่นก็ใจแคบไปหน่อย งั้นเราก็ทำหน้าที่ของเรา เบื้องต้นพวกเราทำกรรมฐานที่เราคุ้นเคย ใครเคยพุทโธ ก็พุทโธ ใครเคยหายใจก็หายใจ ใครเคยดูท้องพองยุบก็ดูไป ใครเคยขยับมืออย่างหลวงพ่อเทียน ก็ขยับไป ใครเคยรู้อิริยาบท ๔ ก็รู้ไป ยืน เดิน นั่ง นอน ใครเคยดูเวทนาอย่างสายโคเอ็นก้า ท่านโคเอ็นก้าสอนทำสมาธิ แล้วมาดูเวทนาก็ดูเวทนาได้ ใครเคยดูจิต บางคนปฏิบัติด้วยการดูจิตเข้าไปตรงๆ ตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิต ก็ใช้ได้เหมือนกัน ถ้าเห็นว่าเดี๋ยวจิตก็โลภ เดี๋ยวจิตก็โกรธ เดี๋ยวจิตก็หลง เดี๋ยวจิตฟุ้งซ่าน เดี๋ยวจิตหดหู่ เราเบื้องต้นทำกรรมฐานซักอันนึงนะ ยกตัวอย่างเลย สมมุติ เราดูท้องพองยุบ วิธีดูท้องพองยุบที่ถูกเนี่ยไม่ใช่เพ่งท้อง ไม่ได้กำหนดไปเรื่อยๆ นะ ว่าพองอย่างนั้นยุบอย่างนี้ นั่นเป็นสมถะกรรมฐาน ถ้าเมื่อไหร่ยังเจือด้วยการคิด เมื่อนั้นไม่ขึ้นวิปัสสนานะ วิปัสสนาจริงๆ ต้องเลยขั้นการคิดไป การคิดเนี่ยให้ปัญญาเราได้แค่สัมมสนญาณ สัมมสนญาณยังไม่ขึ้นอุทยัพยญาณ อุทยัพยญาณ คือการเห็นความเกิดดับของรูปของนาม ถึงจะเป็นวิปัสสนา ต้องเห็นสภาวะที่เกิดดับ ไม่ใช่คิดเอาว่า มันเกิดดับนะ สมมุติเราเห็นรูปมันพองเห็นรูปมันยุบ ถอนความรู้สึกว่า มันเป็นท้องของเราพอง ท้องของเรายุบนะ รู้สึกไปเลย รูปมันแค่พอง รูปมันแค่ยุบนะ ดูมันไปอย่างนี้ ใจเป็นคนดู ต้องมีใจเป็นคนดูรูปนะ การปฏิบัติเนี่ย การจะเจริญวิปัสสนานะ เบื้องต้นที่สุดเลยคือ นามรูปปริจเฉทญาณ เคยได้ยินใช่มั้ย เรียนยุวพุทธฯ น่าจะเคยได้ยินนะ นามรูปปริจเฉทญาณ นามรูปปริจเฉทญาณไม่ใช่แค่เรียนว่า รูปพองก็อันนึง รูปยุบก็อันนึง รูปยกก็อันนึง รูปย่างก็อันนึง อันนั้นมันแยกรูปกับรูปไม่ใช่แยกรูปกับนามนะ งั้นเราต้องหัดแยกรูปกับนามให้ได้ก่อน เห็นร่างกายมันพอง เห็นร่างกายมันยุบ ใครเป็นคนเห็น จิตเป็นคนเห็น เราค่อยๆ ฝึกไปนะ คนไหนรู้ลมหายใจไป ก็รู้ลมหายใจไป เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า ใครเป็นคนเห็น จิตเป็นคนเห็นนะ บางคนดูจิต จิตมันโลภ จิตมันโกรธ จิตมันหลง ใครเป็นคนเห็น จิตมันเป็นคนเห็น ว่ามันมีโลภ มีโกรธ มีหลงขึ้นมา นี่เราค่อยๆ ฝึกนะ ฝึกค่อยๆ แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ตัวเราก็คือไอ้ก้อนนี้นะ ค่อยๆ แยกออกมา แยกเบื้องต้นเลย ก็แยกเป็นสองอัน รูปกับนาม เห็นรูปที่พอง รูปที่ยุบอยู่ รูปที่หายใจอยู่ รูปที่ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ รูปที่หยุดนิ่ง รูปที่เคลื่อนไหว เป็นสักแต่ว่ารูปนะ จิตเป็นคนรู้คนดู จิตแยกออกมาอยู่ต่างหาก ตอนนี้คนที่เรียนกับหลวงพ่อ แล้วจิตที่แยกออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู เห็นร่างกายอยู่ต่างหากเนี่ย มีนับไม่ถ้วนล่ะ ใช้เวลาไม่นานหรอก แต่ถ้าเราทำผิดนะ เราเพ่งเอาๆ ดูลมก็เพ่งลม ดูท้องก็เพ่งท้อง ให้จิตแนบลงไปในลม จิตแนบลงไปในท้องนะ กี่ปีกี่ชาติมันก็อยู่แค่นั้นนะ ต้องค่อยๆ ฝึกนะ ทำตัวเป็นผู้ดูให้ได้ ศาสนาพุทธสอนให้เราทำวิปัสสนา วิปัสสนาคือ การเห็นความจริงอย่างยอดเยี่ยม อย่างวิเศษ คือเห็นจนเป็นไตรลักษณ์ ให้เรารู้ เราเห็น ไม่ใช่ให้เราเข้าไปแทรกแซงบังคับนะ งั้นเราคอยดูกาย เห็นกายมันทำงาน ใจมันเป็นคนดูนะ เห็นเวทนาเกิดขึ้นในกาย เวทนาก็สักว่าสิ่งที่ถูกรู้ถูกดู เป็นสิ่งที่ผ่านมาผ่านไป จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูนะ ความสุข ความทุกข์ เกิดขึ้นนะในจิต จิตก็เป็นผู้ดู เห็นความสุขเกิดขึ้นในจิตแล้วก็ผ่านไป เห็นความทุกข์เกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไป นี่ฝึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กิเลสเกิดขึ้นมานะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ ความลังเลสงสัย ความอิจฉา ความกังวล ความกลัว กิเลสนานาชนิดเกิดขึ้นในใจเรา ก็แค่รู้ไป เราจะเห็นกิเลสผ่านมาผ่านไป เหมือนคนเดินผ่านหน้าบ้าน เราหัดดูไป ดูอยู่ในกาย ดูอยู่ในใจ เบื้องต้นเอาอันเดียวก่อน แต่เบื้องปลายมันจะรู้ทั้งหมด ร่างกายเคลื่อนไหวมันจะรู้สึก จิตเคลื่อนไหวมันจะรู้สึก มันจะรู้ได้ทั้งหมด แต่เบื้องต้น เอาอันเดียวก่อนนะ อย่างหลวงพ่อ แต่ก่อนหลวงพ่อหายใจ หายใจไปแล้วก็พุทโธบ้าง ไม่พุทโธบ้างนะ เห็นร่างกายหายใจ วันที่ไปเรียนจากหลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกให้มาดูจิตตัวเองนะ เราค่อยๆดูไปเรื่อย นั่งรถไฟกลับมาจากสุรินทร์ เอ... จิตมันต้องอยู่ในร่างกาย เราจะคอยรู้อยู่ในร่างกายเนี่ย รู้มาถึงกรุงเทพฯนะ ใกล้ๆจะถึงกรุงเทพฯล่ะ มันเห็นร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งนะ จิตเป็นคนดูร่างกายที่หายใจอยู่ อย่างเราพยักหน้าเนี่ยเห็นมั้ย ร่างกายมันเคลื่อนไหว จิตเป็นคนรู้ว่ามันพยักหน้า เราจะเห็นเลยว่า ร่างกายมัน แยกอยู่ต่างหาก ความสุขความทุกข์มันก็แยกไปอยู่ต่างหาก กิเลสหรือกุศลทั้งหลาย มันก็แยกออกไปอยู่ต่างหาก จิตมันอยู่ต่างหากนะ เราค่อยๆ ฝึกไป มีสติตามรู้มันไปเรื่อย พอเราแยกขันธ์ได้แล้ว กายส่วนกาย เวทนาส่วนเวทนา สังขารที่เป็นกุศล อกุศล ส่วนของสังขาร จิตที่เป็นคนรู้ ส่วนของจิต พอแยกออกไปได้แล้ว เราจะดู สภาวะธรรมแต่ละตัวๆ จะไม่มีตัวเรา ร่างกายเนี่ย ถ้ามันอยู่ต่างหาก จิตมันไม่เข้าไปสำคัญมั่นหมาย ร่างกายมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา มีใครเคยรู้สึกมือ มือของใครบอกว่า นี่มือของฉันบ้างมีมั้ย มือของใครบอกบ้างว่า นี่คือมือของฉัน มันไม่เคยบอกเลยนะ แต่เราบอกเอาเอง เราคิดเอาเอง เราสำคัญมั่นหมายเอาเอง ถ้าเราแยกกายออกไป จิตเป็นคนดูอยู่ เราจะเห็นเลย ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่ มันไม่เป็นตัวเรามาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะอะไร เพราะจิตไม่ไปหลงอยู่ในโลกของความคิด ไม่ได้คิดหนี่ แค่รู้สึกๆ รู้สึกถึงร่างกาย มันก็เห็นร่างกายไม่ใช่เรา รู้สึกถึงเวทนา ความสุข ความทุกข์ ทางกายทางใจ ก็จะเห็นว่าเวทนา ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ทางกายทางใจไม่ใช่เรา เป็นแค่สภาวธรรมที่แปลกปลอมเข้ามา หรือดูจิตดูใจนะ จิตเราก็จะเห็นนะ จิตมีราคะก็อันนึงนะ ราคะไม่ใช่จิตนะ ราคะเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต มาแล้วก็ผ่านไป ก็กลายเป็นจิตไม่มีราคะ โทสะก็มา โทสะก็ไม่ใช่จิตนะ เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามา พวกเราค่อยๆ ฝึกไปนะ อย่างใจมันโกรธขึ้นมาก็รู้ทันใจที่โกรธเนี่ย ดูไปเรื่อย เราจะเห็นเลยว่าความโกรธไม่ใช่ใจหรอก ความโกรธไม่ใช่จิตหรอก จิตเป็นคนรู้ว่าโกรธ จิตไม่เคยโกรธเลยนะ นี่เราค่อยๆ ฝึกนะ แยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ออกไปเป็นส่วนย่อยๆ ศาสนาพุทธเนี่ย เป็นศาสนาที่ประหลาด มีวิธีการเรียนที่เรียกว่า วิภัชวิธี ซึ่งคนอื่นคงไม่ค่อยจะมีหรอก ไม่เคยเห็น วิภัช แปลว่า แยก เหมือนเราอยากเห็นความจริงนะว่า ห้องนี้ไม่มีจริงนะ เราต้องมารื้อดู เห็นมั้ยมันเป็นหลังคา มันเป็นหลอดไฟ มันเป็นปาร์เก้เนี่ย พอถอดออกมาเป็นชิ้นๆ ปาร์เก้ก็ไม่ใช่ห้องนี้ หลอดไฟก็ไม่ใช่ห้องนี้ เหมือนมีรถยนต์หนึ่งคัน เราว่ามีรถยนต์จริงๆ จับรถยนต์มาถอดเป็นชิ้นๆ เราจะพบว่า มันไม่มีรถยนต์หรอก มันเป็นอะไหล่เล็กๆ จำนวนมากมารวมกัน สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานี้เหมือนกันนะ ถ้าเราถอดออกด้วยสติปัญญา เราก็เห็น ร่างกายก็อยู่ส่วนหนึ่ง เวทนาก็อยู่ส่วนหนึ่งนะ สังขารที่เป็นกุศล อกุศลอยู่ส่วนหนึ่ง จิตก็อยู่ส่วนหนึ่ง พอเห็นอย่างนี้ได้ เราจะเห็นเลยแต่ละส่วนๆไม่ใช่ตัวเราหรอกนะ ที่มันเป็นตัวเราขึ้นมา เพราะมันมารวมกันเข้า เหมือนรถยนต์ มันเป็นรถยนต์นะ เพราะอะไหล่มันมารวมกันอยู่นะ สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานี่ มันก็เกิดจากขันธ์ทั้งหลายมันมารวมตัวกันเข้า งั้นเราจะเรียนจนค่อยๆ แยกขันธ์ออกไป ร่างกายอยู่ส่วนหนึ่งนะ ฟังแล้วเหมือนยาก จริงๆไม่ยากหรอก อย่างเดินไปนะ หรือหายใจไปอย่างนี้ เห็นร่างกายมันหายใจ ใจเป็นคนดู ฝึกอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่นานก็เห็นนะ ร่างกายที่หายใจอยู่ ร่างกายที่ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่ ไม่ใช่เราหรอกนะ ค่อยๆ ฝึกอย่างนี้นะ ปัญญามันเกิด หรือดูจิตดูใจเราจะเห็นเลย จิตที่โลภเกิดแล้วก็หายไป จิตที่โกรธเกิดแล้วก็หาย จิตทุกชนิดเกิดแล้วก็หายไป ทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับไป จิตจริงๆ ก็เป็นแค่ธรรมชาติรู้ โลภ โกรธ หลง เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มันมีเหตุมันก็เกิด หมดเหตุมันก็ดับ บังคับมันไม่ได้นะ จะเห็นอย่างนี้เรื่อยๆ ตัวจิตเองก็เกิดดับ เดี๋ยวจิตก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็จิตเป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้เพ่ง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เผลอไปนะ ใครรู้จักเผลอบ้าง เผลอมีเยอะใช่มั้ย สัตว์โลกทั้งหลายเผลอ ตลอดเวลานะ ส่วนนักปฏิบัติทั้งหลายเนี่ยเพ่งตลอดเวลานะ คอยดูให้ดีเหอะ ถ้าเมื่อไรใจเรานิ่งๆ (หลวงพ่อทำหน้าเพ่งให้ดู) นี่เพ่งเบาๆ ถ้าเพ่งดุเดือดขึ้นก็อย่างนี้(หลวงพ่อทำหน้าเพ่งให้ดูอีกครั้ง) นี่เพ่งให้ลืมโลกไปเลยนะ เราคอยดูไป เดี๋ยวจิตก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวจิตก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวจิตก็เป็นผู้เพ่ง มันเกิดดับหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่มีตัวเรา จิตที่เป็นผู้รู้ก็ไม่ใช่เรานะ จิตที่เป็นผู้คิดก็ไม่ใช่เรา จิตที่เป็นผู้เพ่งก็ไม่ใช่เรา นี่เราตามดู สรุปง่ายๆ ขั้นแรกทำกรรมฐานขึ้นซักอันนึงนะ เราก็เห็นแต่ร่างกาย หายใจ ใจเป็นคนดู หรือเห็นความสุข ความทุกข์ผ่านมาผ่านไป ใจเป็นคนดู เห็นกิเลสผ่านมาผ่านไป ใจเป็นคนดู ตัวใจเอง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ผู้ดู เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้หลง เนี่ยดูไปเรื่อย แต่ละขันธ์ๆ แต่ละตัวๆ ล้วนแต่เกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้นเลยนะ จิตที่โกรธอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่โลภอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย จิตที่สุข จิตที่ทุกข์ อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย เนี่ยการที่เราตามดูขันธ์ แต่ละขันธ์เค้าทำงานของเค้าไป ดูสภาวะธรรมแต่ละตัวๆนะ คล้ายๆ เราแยกอะไหล่รถยนต์ ที่ชื่อว่าตัวเรานี้ ออกมาเป็น ชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ละชิ้นไม่มีตัวเรา ตามรู้ตามดูต้องคิดมั้ยว่าไม่ใช่เรา ไม่ต้องคิดนะ จะเห็นของจริงเลยไม่มีเราหรอก เพราะฉะนั้น วิปัสสนาไม่ใช่การคิดเอานะ สรุปง่ายๆ พูดหลายสรุปล่ะ หลวงพ่อต้องสรุปบ่อยเพราะ เล่น ก ไก่ ยัน ฮ นกฮูกเนี่ย ถ้าไม่สรุปเป็นช่วงๆนะ ฟังแล้ว ก็ลืมหมดล่ะนะ อันแรกเลยนะทำกรรมฐานขึ้นซักอันนึง ดูกายทำงาน ดูใจทำงาน ดูเฉยๆ อย่าเข้าไปแทรกแซง ตามรู้ตามดูไปด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าไปเพ่ง อย่าไปจ้องไว้นะ การดูเนี่ย โดยเฉพาะการดูจิตดูใจนะ อย่าเริ่มต้นด้วยความอยาก หรือการปฏิบัติธรรม ก็อย่าเริ่มด้วยความอยาก พวกเราที่ปฏิบัติ แล้วล้มเหลวไปไม่รอด เพราะเราเริ่มด้วยความอยากนะ เช่น อยากเดินจงกรม ไม่เห็นว่าอยากนะ เดินแทบเป็นแทบตาย เดินหลายชั่วโมง เดินเสร็จแล้วก็ภูมิใจ กูเก่งๆ กูทนกว่าคนอื่นนะ นี่เดินแล้วกิเลสหนากว่าเก่าอีก แสดงว่าล้มเหลวล่ะนะ หรือนั่งนะ นั่งโต้รุ่งได้แล้วก็ กูเก่งขึ้นมานะ นั่งโต้รุ่งแล้วนั่งทนๆไป นั่งทรมานกาย นั่งทรมานใจ ทำอัตตกิลมถานุโยคไปเรื่อยๆนะ ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกได้แต่ทน ทนเสร็จแล้วก็กูเก่งขึ้นมาซะอีก แทนที่จะเห็นว่าไม่มีกูนะ งั้นเราดูเล่นๆไป ดูกายเค้าทำงาน ดูใจเค้าทำงาน อย่าเริ่มต้นด้วยความอยาก ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรา อยากดูจิต พออยากดูจิตนะ เราจะคอยจ้อง ไหนตอนนี้จิตเป็นยังไง จ้องๆๆๆ เที่ยวหาใหญ่นะ พอหาๆไปเจออะไรซักอย่าง ก็เพ่งเลย คราวนี้เพ่ง งั้นอย่างเราจะดูจิตดูใจ หรือเราจะทำกรรมฐาน อย่าเริ่มต้นด้วยความอยาก อย่าให้โลภะครอบนะ กิเลสเนี่ยเป็นสหชาตปัจจัยของกรรม หมายถึงว่ามันเกิดร่วมกัน เกิดพร้อมๆ กัน ตราบใดที่ยังมีการกระทำด้วยอำนาจของกิเลสนะ กิเลสก็ยังอยู่ ยกตัวอย่าง อย่างเราอยากจะเดินจงกรม ใจมีความอยาก ใจมีกิเลส เราก็ไปเดินๆๆ เดินด้วยใจที่อยากนะ ในขณะนั้นความอยาก ก็ยังอยู่ ความอยากมันเกิดร่วมกันกับ การกระทำกรรมฐานอันนั้น สติแท้ๆจะไม่เกิด เพราะสติจะไม่เกิดร่วมกับอกุศล งั้นตลอดเวลาที่เราทำไป ก็ทรมานตัวเองไปเรื่อย ทรมานไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรหรอก คอยรู้สึกตัวนะรู้สึกตัว ศัตรูหมายเลข ๑ ของผู้ปฏิบัติก็คือขาดสติ พอรู้สึกตัวแล้วก็ ดูกายเค้าทำงาน ดูใจเค้าทำงาน ดูความจริงของเขา เราจะดูความจริงของเค้าได้ ถ้าใจเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่ใช่ผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง ใจจะตั้งมั่นขึ้นมาได้นะ ค่อยๆ ฝึกไป เห็นร่างกายเคลื่อนไหวใจเป็นคนดูอย่างเนี้ยะ ใจก็จะตั้ง เห็นร่างกายพองร่างกายยุบใจเป็นคนดูค่อยๆ ฝึกไป มันมีใจที่เป็น คนดูขึ้นมานะ ฝึกอย่างนี้เรื่อยๆ ต่อไปเราจะเห็นเลยสภาวะทั้งหลาย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น ไม่มีสภาวะใดๆเกิดแล้วไม่ดับ เวลาที่เราทำกรรมฐานเราไม่ได้ทำ เพื่อเอาชนะขันธ์ ไม่ได้เอาชนะขันธ์นะ ยกตัวอย่างบางคนนั่ง นั่งสมาธิปวดขา บอกจะนั่งเอาชนะเวทนา นั่งชนะเพื่ออะไร เพื่อกูจะได้เก่งใช่มั้ย เราไม่ได้เรียนกรรมฐานเพื่อเอาชนะขันธ์นะ เราไม่ได้เรียนกรรมฐานเพื่อจะบังคับไม่ให้จิตมีกิเลส ไม่ใช่เพื่อสั่งให้จิตเกิดกุศล แต่เราจะเรียนกรรมฐานเพื่อให้เห็น ความจริงของกายของใจ เราไม่ได้เรียนเพื่อบังคับกายบังคับใจ นั่งกรรมฐานพอนั่งนานๆ มันเมื่อย เราก็ดูไปหัดดูไปนะ เห็นร่างกาย อยู่ส่วนนึง ความเมื่อยอยู่ส่วนนึง จิตที่เป็นคนรู้ว่าเมื่อยอยู่อีกส่วนนึง ค่อยๆดูไปแยกขันธ์ไป เดินจงกรมก็เห็นร่างกายมันเดินไปจิตเป็นคนดูไป เดินไปเดินมา ดูไปดูมา ก็ลืมกายหนีไปคิดนะ รู้ทันว่าจิตหนีไปคิด คอยรู้กายคอยรู้ใจบ่อยๆนะ สติมันจะเกิด แล้วใจมันจะตั้งมั่น จะรู้ตอนที่ใจไหลไป ใจของเราไหลทั้งวัน ใครรู้จักใจที่หลงไปทางตาบ้าง ไหลไปทางตาใครเคยเห็นมั้ยนะ ถ้าไม่เคยเห็น เอ้าช่วยกันดู ดูคนนี้ก็แล้วกัน เนี่ยแกว่งกล้อง ทุกคนช่วยกันจ้องคนนี้นะ ดูซิหล่อแค่ไหน คอยดูเค้าไว้นะ เค้ากำลังใจสั่นนะดูเค้านะ สังเกตมั้ย ขณะที่เราจดจ่อไปดูเค้าเนี่ย เราลืมตัวเราเองละนะ เนี่ยเราหลงไปแล้วนะ จิตเราหลงไป เวลานั่งฟังหลวงพ่อสังเกตมั้ย จิตไหลไปคิดเป็นช่วงๆ บางทีไปคิดเรื่องอื่น บางคนหนีข้ามไปฟิวเจอร์ปาร์คอะไรโน่น เนี่ยให้เราคอยรู้ทันนะ จิตมันไหลไป ถ้าเมื่อไหร่เรารู้ทันว่า จิตไหลไป จิตจะตั้งมั่น แต่จะตั้งชั่วขณะไม่เหมือนคนทรงฌาน คนที่ทำฌานมา ออกจากสมาธิแล้ว จิตจะตั้งมั่นอยู่ได้อีกนานนะ แต่เราไม่ได้ตั้งมั่นแบบนั้น เราก็ดูไปเป็นขณะๆ ถ้ารู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่นนะ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมาเอง นี่แหละหลักของการทำวิปัสสนา มีสติไม่ใช่ขาดสติลืมกายลืมใจ ให้มีสติ มีสติแล้วก็แค่รู้กายรู้ใจ ไม่ใช่เพ่งกายเพ่งใจนะ ไม่คิดเรื่องกายเรื่องใจ ไม่เพ่งกายเพ่งใจ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ความจริงของกายของใจคือไตรลักษณ์ เราจะเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์เรียกว่ามีปัญญา ปัญญาคือ การเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ปัญญาจะเกิดได้ จิตต้องตั้งมั่น เราค่อยๆ ฝึกนะ เครื่องมือสำคัญมันมีสองตัว อันหนึ่ง มีสติ วิธีให้เกิดสติก็คือหัดรู้สภาวะไปเรื่อย จิตโลภก็รู้ จิตโกรธก็รู้ จิตหลงรู้ ท้องพองก็รู้ ท้องยุบก็รู้ รู้สึกตัวไปเรื่อยรู้สึกๆนะ พอมีสติแล้วเนี่ย อย่าไปเพ่ง ไม่ใช่ไปเพ่งท้อง จนจิตนิ่ง เพ่งมือจนจิตนิ่ง บางคนจะหยิบแก้วน้ำนะ เพ่งใส่มือไปด้วย เพ่งๆๆนี่โลภะมันแทรก แล้วนะ อยากดูเห็นมะ อยากปฏิบัติเนี่ยมันใช้ไม่ได้แต่แรกนะ เนี่ยมันเพ่ง เพ่งมากๆ เป็นพรหมลูกฟักนะ พอเพ่งร่างกายถึงขีดสุดเนี่ย ได้ฌานที่ ๔ ฌานที่ ๔ เนี่ย ถ้าไม่สนใจความรู้สึกนะ จิตดับลงไป เป็นพรหมลูกฟักนะ อสัญญสัตตาภูมิ เป็นสัตว์ประหลาดมี ๑ ขันธ์ พวกเราเป็นสัตว์ ๕ ขันธ์นะ ขันธ์ก็เยอะดีแล้ว ยังทำซะเหลือขันธ์เดียว ใช้ไม่ได้นะ ค่อยๆ ฝึกเอานะ อย่าไปเพ่ง มีสติรู้กายรู้ใจอย่างที่เค้าเป็น เรื่อยไป รู้ไปอย่างสบายๆ ดูเค้าทำงานไปอย่างสบายๆ หลวงพ่อเล่าที่ตัวเองภาวนาให้ฟังก็ได้ หลวงพ่อภาวนามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ใครยังไม่เกิดมีมั้ย ๒๕๐๒ โอ้ส่วนใหญ่ยังไม่เกิด แสดงว่าเราชราละ ภาวนาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ไปเรียนจากท่านพ่อลี วัดอโศการาม ท่านพ่อลีเป็นพระที่เก่งมากนะ ลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น แต่เราเด็กอ่ะ ไปเรียนท่านก็บอกให้หายใจเข้า“พุท”หายใจออก“โธ”นะ เราก็ฝึกอย่างนี้ทุกวันเลย ฝึกทำแต่อย่างนี้ เราไม่รู้ว่าทำไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่มันจะได้มรรคได้ผล แต่คิดว่าทำไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งจะได้ ที่จริงท่านสอนสมถะสอนพื้นฐานให้ ทำใจสงบใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู แต่ถัดจากใจที่เป็นผู้รู้ผู้ดู จะทำอย่างไรต่อทำไม่เป็นล่ะ เรียกว่าไม่มีอาจารย์ล่ะ เรียนกับท่านได้ปีสองปีท่านก็สิ้น เราไม่มีอาจารย์เลย ตอนนั้นครูบาอาจารย์อยู่อีสาน เราเด็กๆ ไม่มีปัญญาไปเรียนหรอก จนอายุ ๒๙ อ่ะนะ ปี ๒๕๒๕ ล่ะอายุ ๒๙ ไปเจอหลวงปู่ดูลย์เข้า หลวงปู่ดูลย์ท่านก็สอนนะให้ดูต่อไปเลย ดูจิตต่อไปเลย เพราะเราเคยทำความสงบนะ จิตมันตั้งมั่นมาล่ะ มาให้ดูความ เคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงดูจิตต่อไปเลย หลวงปู่ดูลย์ไม่เคย ทำลายกรรมฐานเดิมของเรานะ ท่านต่อยอดให้ ถ้ากรรมฐานเดิม ของเราไม่ผิด อย่างพวกเราเคยฝึกพองยุบ ก็ไม่ผิดนะ แต่ว่าต้องต่อยอดให้เป็น ไม่ใช่พองยุบไปเรื่อยๆ แล้วก็เพ่งแต่ท้อง จิตก็นิ่งบ้าง ลืมเนื้อลืมตัว บางคนหอบหิ้วกันไปหาหลวงพ่อนะ มีพระก็มี โยมก็มีนะ เพ่งกันจนสติแตกแล้ว จนลืมเนื้อลืมตัว มีพระองค์นึงไปนะน้ำลายไหลยืด ท่านไม่มีความรู้สึกตัวเลย ทิ้งขันธ์ไปแล้ว โอ้ทิ้งขันธ์ พระอรหันต์อย่างนั้นอนาถเกินไป ไม่มีใครเค้าเอาหรอกนะ ต้องรู้สึกตัวนะ นี่เราก็หัดดูนะ พอใจสงบก็หัดตามรู้ตามดูมันเรื่อย ตอนนั้นหลวงพ่อรับราชการอยู่ ข้าราชการชั้นดีตื่นนอนขึ้นมา คิดว่าวันนี้วันจันทร์ จิตใจจะเป็นยังไงนึกออกมั้ย สดชื่นจะได้ทำงานแล้วดีใจ๊ดีใจนะ (ผู้ฟังธรรมหัวเราะ) หัวเราะเนี่ยแสดงว่ารู้ใจเรานะ ตื่นเช้าวันจันทร์ เฮ้อ วันจันทร์อีกแล้วเหรอ ถ้าตื่นเช้าวันอังคารขี้เกียจเยอะนะ รู้สึกมั้ย ตื่นเช้าวันพุธ เซ้งเซ็งเรียกว่าวันพุธเนี่ยสุดเซ็งนะ พอตื่นเช้าขึ้นมานึกได้ว่าวันนี้วันพฤหัส ใจเราจะเริ่มมีความสุขละ พอถึงวันศุกร์นะ ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้วันศุกร์นิ ใจกระดี๊กระด๊านะ ถ้า long weekend ด้วยนะ ยิ่งกระดี๊กระด๊าหนักกว่าเก่าอีก เนี่ยตื่นนอนขึ้นมา แค่ใจคิดความรู้สึกก็เปลี่ยนนะ หลวงพ่อก็รู้ทัน ใจที่เปลี่ยนแปลงเห็นมั้ย ใจมันคิดความรู้สึกก็เปลี่ยน ไปอาบน้ำ สมมุติว่าอากาศหนาวๆ อาบน้ำในตุ่มเห็นมั้ย น้ำกระทบตัวเรา ความจริงยังไม่ทันกระทบเลย ตาเราเห็นตุ่มน้ำในฤดูหนาวรู้สึกยังไง สดชื่น? สดชื่นมั้ย หึหึ สยอง สยองรู้ว่าสยอง เห็นมั้ยตามมองเห็นรูป ความรู้สึกเกิดที่ใจนี่ มีสติรู้ทันเห็นมั้ย ตอนแรกตอนตื่นนอนนี่ ใจมันคิด คิดว่าวันนี้ๆๆ (คิดว่าเป็นวันไหนของสัปดาห์) ความรู้สึกก็เปลี่ยน ก็มีสติรู้ทันที่ใจของเรา ตามองเห็นตุ่มน้ำสยอง ใจรู้ว่าสยองรู้ทันใจ ตาเห็นรูป ความรู้สึกก็เปลี่ยนมีสติรู้ทัน น้ำมากระทบตัว ขันที่หนึ่งนี่ น่ากลัวที่สุด ใครเคยอาบน้ำในตุ่มหน้าหนาว มีมั้ย เด็กรุ่นนี้มันอาบ แต่น้ำร้อนไม่ได้เรื่องอ่ะ ขาดรสชาติของชีวิต ขันที่สองน่ากลัว น้อยกว่าขันที่หนึ่งนึกออกมั้ย ขันท้ายๆเนี่ยเริ่มดีใจล่ะ รู้สึกมั้ย นี่แค่น้ำกระทบตัวเรานะ ความรู้สึกของเราก็เปลี่ยนไปเรื่อย เรามีสติตามรู้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงนะ ไปกินข้าวตามองเห็น เดินไปร้านอาหารในที่ทำงาน โอ้วันนี้มีของที่เราชอบทั้งนั้นเลย ตามองเห็นเนี่ยใจก็ยินดี จมูกได้กลิ่นด้วย โอ้...อันนี้หอมนะ มันกำลังผัดอะไรโช้งเช้งๆ น่ากิน เนี่ยใจมันเปลี่ยนแล้ว มันตะกละขึ้นมารู้ว่าตะกละ เนี่ยกรรมฐานนะไม่ยากหรอก เราสามารถฝึกได้ในชีวิตประจำวันของเรา ให้ตามันกระทบรูป ให้หูมันกระทบเสียง ให้จมูกมันกระทบกลิ่น ให้ลิ้นมันกระทบรส ให้กายมันรู้สึกกระทบสัมผัสไป ไม่ใช่ไปทำตัวให้ไม่มีความรู้สึกนะ กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กายไปเรื่อยๆตามธรรมชาติ หรือใจของเราก็คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ห้ามคิดนะ ไม่ห้ามนะ ปล่อยให้มันทำงานไปตามธรรมชาติ พอมันกระทบทางตา ความรู้สึกเปลี่ยน มีสติรู้ทัน มันกระทบทางหู ความรู้สึกเปลี่ยนก็มีสติรู้ทัน กระทบจมูกกระทบลิ้นกระทบกาย ความรู้สึกก็เปลี่ยนเราก็มีสติรู้ทัน กระทบทางใจ ใจคิดเรื่องนี้มีความสุข ใจคิดเรื่องนี้มีความทุกข์ เราก็รู้ทันใจที่เปลี่ยนแปลง สุขบ้างทุกข์บ้าง คิดเรื่องนี้ดีใจ คิดถึงเรื่องนี้เสียใจ คิดถึงคนนี้รักขึ้นมารู้ว่ารัก คิดถึงคนนี้โกรธรู้ว่าโกรธนะ ให้รู้ทันใจของตัวเอง หลวงพ่อเคยมีญาติผู้ใหญ่คนนึงนะแกเป็นคนจีนน่ะ หลวงพ่อก็เป็นลูกครึ่งนะ ไม่ใช่ครึ่งคนครึ่งผีนะ เป็นลูกครึ่งนะ มีญาติเรียกอาอี๊มาที่วัด อาอี๊ก็มานั่งฟังหลวงพ่อเทศน์นะ มาอยู่วัดก็มาฟังๆ ไป วันนึงอาอี๊ก็บอกหลวงพ่อว่า อาอี๊ภาวนาเป็นล่ะ อาอี๊เห็นพัดลมรู้ว่าพัดลม อย่าไปบอกแกนะ เห็นพัดลมรู้ว่าพัดลม คนไม่ภาวนามันก็รู้ใช่มั้ย อันนั้นเป็นกรรมฐานมั้ย ไม่เป็นนะ เห็นพัดลมแล้วอยากจะขโมย กลับบ้าน รู้ว่าอยากเอากลับบ้าน อันนี้นะถึงจะเป็นนะ ใจมันเปลี่ยนใจมันเกิดความชอบขึ้นมา เห็นพัดลมแล้วรู้สึก เฮ้ยกระจอก วัดนี้ทำไมไม่ติดแอร์เหมือนยุวพุทธฯ นี่นะ ใจปรามาส เลยรู้ว่าใจไม่ชอบเลยนะ มันร้อนเกินไป รู้ทันที่ใจตัวเอง เราอย่าไปวาดภาพการปฏิบัติธรรมให้ยากเกินความจริงนะ การปฏิบัติธรรมจริงๆเนี่ย ต้องหลอมรวมเข้ามา ในชีวิตธรรมดาของเราให้ได้ เพราะชีวิตส่วนใหญ่ของเรา อยู่กับโลกธรรมดานี้แหละ นานๆจะมาเข้าวัด นานๆจะมา เข้าคอร์สสักครั้งนึง จะไปรอทำตอนเข้าวัดเข้าคอร์สนะ ไม่ได้กินหรอก ถ้าอยู่กับโลกไม่เคยเจริญสติ พอมาเข้าวัดเข้าคอร์สแล้วเพ่งทุกรายอ่ะ เพราะอยากดีก็เพ่งเอาๆ เพ่งสุดท้ายก็เป็นแบบนี้นะ(หลวงพ่อทำหน้าเลียนแบบผู้ปฏิบัติที่เพ่ง) เพ่งมากๆ บางคนก็อย่างนี้นะ บางคนก็อย่างนี้ โอ้เคยเห็นมั้ย มันเพี้ยนไปหมดเลย ง่ายๆจำไว้นะ ธรรมะเป็นเรื่องธรรมดา เราจะเรียนรู้ความเป็นธรรมดาของกายของใจ ไม่ใช่เรียนบังคับ ให้ผิดธรรมดานะ ดูไปธรรมดาของกายเป็นยังไงคอยรู้สึกไป ธรรมดาของใจเป็นยังไงคอยรู้สึกไป รู้สึกอยู่ในชีวิตอย่างนี้แหล่ะนะ แต่ว่าถ้าใครอยากดีกว่านี้ถือศีลไว้ก่อน การมีศีลเนี่ยคือการจัด ระเบียบชีวิตนะให้สงบให้เรียบร้อย มันจะเกื้อกูลให้จิตสงบง่าย คนไม่มีศีลไม่สงบหรอก อย่างคนคิดจะขโมยเค้าไม่สงบหรอก คนคิดจะไปฆ่าเค้าไม่สงบหรอกนะ ฆ่าเสร็จแล้วก็ไม่สงบอีกใช่มั้ย ขโมยแล้วก็ไม่สงบอีกนะ หรือจะเป็นชู้กับเค้าจิตก็ไม่สงบ เพราะฉะนั้นศีลเนี่ยนะมันจะช่วยจัดระเบียบชีวิตของเรา ให้มันเรียบง่ายนะ สบายๆไม่เคร่งเครียด พอเรามีศีลแล้วนะใจเราจะอยู่กับเนื้อกับตัวง่าย ใจตั้งมั่นง่าย ถ้าเราไม่มีศีลนะ วอกแวกๆ คิดกลุ้มใจไปโน่นไปนี่เรื่อยๆ ถ้ามีศีลอยู่ ใจก็อยู่กับเนื้อกับตัวไปนะ พอใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เราก็คอยตามรู้กายรู้ใจไป บางคนก็ดูกาย เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู บางคนก็ดูจิตดูใจไป วิธีดูจิตก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ ความรู้สึกใดแปลกปลอมขึ้นมารู้มัน แต่รู้ด้วยความเป็นกลางนะ มีเงื่อนไขสำคัญมาก รู้ด้วยความเป็นกลาง เช่นกิเลสเกิดขึ้นมา รู้ว่ามีกิเลส เช่น ความโกรธเกิดขึ้นรู้ว่าโกรธ พอความโกรธเกิดขึ้น ใจเราไม่ชอบ ให้รู้ทันใจที่ไม่ชอบนี่นะ ความไม่ชอบนี่คือความไม่เป็นกลาง ถ้าเมื่อไหร่ เราสามารถ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น ด้วยจิตใจที่เป็นกลางได้นะ ปัญญาแท้ๆมันจะเกิด เห็นกายไม่ใช่เรา ใจไม่ใช่เรา มันจะเห็นว่า ทุกสิ่งนี้เป็นของชั่วคราว ความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศล ทั้งหลายนี้เป็นของชั่วคราวทั้งหมด เราภาวนาจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลาย ชั่วคราวทั้งหมด ตรงนี้แหละ ใจจะเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวนี้แหละคือสิ่งเรียกว่า สังขารุเบกขาญาน จิตมีปัญญานะ เป็นกลางกับความปรุงแต่งทั้งหลาย สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลายนี่ จิตเป็นกลางหมดเลย เพราะอะไร เพราะปัญญา ไม่ใช่กลางเพราะการเพ่ง ไม่ใช่เป็นกลางเพราะกำหนดนะ กำหนดแล้วเป็นกลางนี่ยังไม่ใช่ ตัวนี้ต้องเป็นกลางเพราะปัญญา ถ้าเราตามรู้จิตใจของเราทุกวันๆ เราจะเห็นเลย ความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย โลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย กุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ถ้าตามดูอย่างนี้นานๆไปนะ จิตมันยอมรับความจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริง ความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจ จิตมันจะเป็นกลาง ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง นี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ นี่เป็นคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่อ อย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น อยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อ มีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์ ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์ แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้ เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคเนี่ย สัมมาสมาธิ ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิ ด้วยฌาน ๔ พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่า เจริญบุพพภาคมรรค เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะ เราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิด จิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะ เราจะเรียนได้แค่ไหน ป ปลาได้มั้ย หึๆๆ เอ้าชั่วโมงนึงพอดีๆนะ ให้หลวงพ่อเทศน์เรื่องนี้ยาวมากนะ เนื้อหามันยาวมากเลย เทศน์รอบเดียวไม่จบหรอก

รูปภาพ

Doorway to Spirituality - The Mahabodhi Temple - #DoorsOfIndiaทางอริยมรรค #กราบขอบพระคุณหลวงพ่อและท่านอาจารย์มากครับที่กรุณาให้โอกาส

รูปภาพ

Living, Loving, Laughing, and Dying: The Buddhist Way - Day 2 - Afternoon Living, Loving, Laughing, and Dying: The Buddhist Way - Day 2 - Afternoon pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 12 ม.ค. 0  0  วิมุตติความหลุดพ้นการบรรลุมรรคผล ผลการค้นหาประมาณ 13,300 รายการ (0.22 วินาที) ผลการค้นหา การบรรลุมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 8:41 วิมุตติความหลุดพ้นแนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้ ... 3 พ.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 14/12/2020 การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#คำสอนเรื่องนิพพาน - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 7:08 คำสอนเรื่องนิพพาน#วิมุตติความหลุดพ้นแนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่า ... 16 มิ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 26/12/2020 การบรรลุมรรคผล#ทางพ้นทุกข์`#การเกิดอริยมรรค - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 2:52:12 การบรรลุมรรคผล#ทางพ้นทุกข์`#การเกิดอริยมรรค. 1 พ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 26/12/2020 การบรรลุมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 1:36:49 พระธรรมเทศนาโดยพระราชพรหมยานเถระ. 18 ก.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 12/12/2020 การบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 52:38 เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำ ... 11 มิ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 23/12/2020 การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 5:18 การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้าย ... 17 มิ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 16/11/2020 การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ - YouTubewww.youtube.com › channel พระโสดาบันคือท่านผู้เห็นความจริงว่า “ตัวเราไม่มี” เรียกว่า “ละสกายทิฐิ”ได้ ท่านเห็นว่าตัวเราไม่มีนะ ในกายนี้ ในใจนี้ ไม่มีตัวเรา กายนี้ใจนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม... คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 22/11/2020 การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#ทางหมดทุกข์#มรรคจิตผล ... - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 7:08 เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำ ... 21 ต.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 14/12/2020 การ บรรลุ มรรคผล ของ จิต - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การบรรลุมรรคผล 12:21 การบรรลุมรรคผลกิจของอินทรีย์ในขณะบรรลุธรรมการทำความเพียรดุจผู้บำรุงรักษาป่าการทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง ... 16 พ.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 10/12/2020 pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 27 ธ.ค. 2020 0  0  การบรรลุมรรคผลของจิต#ประตูพระโคดม#จักเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาโดยท่าใดท่านั้นจ... pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 27 ธ.ค. 2020 0  0  การบรรลุมรรคผล#ทางบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัติจิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 27 ธ.ค. 2020 0  0  การเกิดอริยมรรค อ่านธรรมคำสอน @TimelyDhamma · ชุมชน อ่านธรรมคำสอน 13 กันยายน 2018 · เวลาที่อริยมรรคเกิด ………………….. “เวลาที่เราภาวนา พละ(๕) มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง รวมเข้ามาที่จิตนี่เอง เป็นกำลังหนุน กำลังเสริม จนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา เวลาที่อริยมรรคเกิด สมาธิเต็ม กำลังเต็ม ศีล สมาธิ ปัญญา เต็ม คุณงามความดีนั้นเต็ม ในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้ มันจะถูกแหวกออกไป ขาดสะบั้นออกไป ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้าง ลองยกมือซิ นี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหม เหมือนติดคุกอยู่ รู้สึกไหมว่าทุกข์ แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะ เราจะรู้เลย จิตเราไม่มีความสุข จิตเราไม่อิสระ จิตเราติดคุกอยู่ เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลย มีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค ๔ ครั้ง โสดาปัตติมรรค สกิทาคามีมรรค อนาคามีมรรค อรหัตตมรรค ตอนที่เกิดมรรคนี่ สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่ จะแตกออก จิตที่เป็นอิสระ ที่เป็นธาตุรู้ จะเป็นอิสระขึ้นมา สว่างไสวขึ้นมา ในพระสูตรบอกว่า อาโลโก อุทะปาทิ แสงสว่างเกิดขึ้น ทีนี้ บางท่าน บางองค์ ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่า จิตยิ้ม ฉะนั้น จิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะ บางคนจิตไม่ยิ้ม จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลย จิตสงบ สันติ อันนั้นเป็นอุเบกขา บางท่าน บางองค์ จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมา อันนั้นจิตมีโสมนัส เพราะฉะนั้น ตอนที่บรรลุอริยมรรค มีเวทนา ๒ ชนิด คือ มีโสมนัสหรือมีความสุข กับมีอุเบกขา เกิดได้ทั้ง ๒ แบบ เกิดชั่วขณะจิตเดียว ถัดจากอริยมรรค ที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ ขาดสะบั้นลงไป อริยผลจะเกิดขึ้น” pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 27 ธ.ค. 2020 0  0  พระราชพรหมยานเถระ#ความหลุดพ้นทางจิต pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 27 ธ.ค. 2020 0  0  โสดาบัน#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัติจิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  https://www.youtube.com/watch?v=aHexgi2_BMs[LIVE] 26 ธ.ค. 2563 ไลฟ์สดหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol ฉบับร่าง • 26 ธ.ค. 2020 0  0  วิมุตติความหลุดพ้น#ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่สำเร็จแล้วด้วยใจแห่งวิมุตติ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูบางรูปแสดงธรรม๑- แก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอรู้แจ้งอรรถ๒- รู้แจ้งธรรมในธรรม๓- นั้น ตามที่ศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูบางรูปแสดง แก่เธอ เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมี ปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติประการ ที่ ๑ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศ กายและใจอยู่ ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจาก โยคะอันยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๒. ศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูบางรูปไม่ได้แสดงธรรม แก่ภิกษุ แต่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียน มาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้นตาม ที่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดย พิสดาร เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมี ปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติประการ ที่ ๒ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท ฯลฯ หรือเธอย่อม บรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๓. ศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูบางรูปไม่ได้แสดงธรรม แก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตาม ที่ตนได้เรียนมา แก่ผู้อื่นโดยพิสดาร แต่ภิกษุสาธยายธรรมตามที่ตนได้ @เชิงอรรถ : @๑ ธรรม ในที่นี้หมายถึงอริยสัจ ๔ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๖/๘) @๒ รู้แจ้งอรรถ ในที่นี้หมายถึงรู้ความหมายแห่งบาลีนั้นว่า ‘ศีลมาในที่นี้ สมาธิมาในที่นี้ ปัญญามาในที่นี้’ @(องฺ.ติก.อ. ๒/๔๓/๑๕๒-๑๕๓, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๖/๘) @๓ รู้แจ้งธรรม ในที่นี้หมายถึงรู้บาลีคือพระพุทธพจน์ เช่น ทรงจำบาลีที่ให้รู้ความหมายได้อย่างถูกต้อง @(องฺ.ติก.อ. ๒/๔๓/๑๕๒-๑๕๓, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๖/๘, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๒๖/๑๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๓} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. ปัญจังคิกวรรค ๖. วิมุตตายตนสูตร สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตน ได้เรียนมาโดยพิสดาร เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิด ปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่ง วิมุตติประการที่ ๓ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร ฯลฯ หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน ยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๔. ศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูบางรูปไม่ได้แสดงธรรม แก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้ เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร แต่ภิกษุตรึกตามตรองตามเพ่ง ตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา เธอรู้ แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้นตามที่ภิกษุตรึกตามตรองตามเพ่ง ตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา เมื่อเธอ รู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อม เกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติประการที่ ๔ ซึ่งเป็น เหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท ฯลฯ หรือเธอย่อมบรรลุธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุ ๕. ศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูบางรูปไม่ได้แสดงธรรม แก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตน ได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับ มาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร และไม่ได้ตรึกตามตรองตามเพ่ง ตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา แต่เธอ เรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอดดีด้วยปัญญา เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้นตามที่ เธอได้เรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอดดีด้วยปัญญา เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๓๔} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. ปัญจังคิกวรรค ๗. สมาธิสูตร ปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุ แห่งวิมุตติประการที่ ๕ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท ฯลฯ หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ ยังไม่ได้บรรลุ ภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการนี้แล ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะ ที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจาก โยคะอันยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุ วิมุตตายตนสูตรที่ ๖ จบ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  การบรรลุมรรคผลของมนุษย์TH ทางสิ้นทุกข์ รูปโปรไฟล์ หน้าแรก มาแรง การติดตาม คลังวิดีโอ การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ผู้ติดตาม 20 คน 2:07 กำลังเล่น ทางสิ้นทุกข์ การดู 7 ครั้ง 14 นาทีที่ผ่านมา 2:52:12 กำลังเล่น การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 1 ครั้ง 53 นาทีที่ผ่านมา 2:52:12 กำลังเล่น ผู้ข้ามแล้ว #ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ การดู 10 ครั้ง 1 วันที่ผ่านมา 2:52:12 กำลังเล่น ทางพ้นโลก#คําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การดู 10 ครั้ง 1 วันที่ผ่านมา 10:57 กำลังเล่น การเกิดมรรคผล#ธรรมาภิสมัย#การตรัสรู้ธรรม#การสำเร็จมรรคผล. การดู 21 ครั้ง 2 วันที่ผ่านมา 12:20 กำลังเล่น การสำเร็จมรรคผล#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรค การดู 27 ครั้ง 5 วันที่ผ่านมา 8:31 กำลังเล่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรค การดู 12 ครั้ง 5 วันที่ผ่านมา 10:51 กำลังเล่น ทางบรรลุมรรคผล การดู 27 ครั้ง 6 วันที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น โสดาบัน การดู 17 ครั้ง 6 วันที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น โสดาบัน การดู 13 ครั้ง 6 วันที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น การบรรลุโสดาบัน การดู 10 ครั้ง 6 วันที่ผ่านมา 23:52 กำลังเล่น การรู้แจังพระนิพพาน การดู 20 ครั้ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 23:52 กำลังเล่น การเกิดมรรคผล การดู 7 ครั้ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 52:39 กำลังเล่น ทางโลกุตระ#การบรรลุมรรคผล การดู 18 ครั้ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 23:52 กำลังเล่น การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 6 ครั้ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 23:52 กำลังเล่น การบรรลุมรรคผล การดู 14 ครั้ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 40:06 กำลังเล่น การบรรลุมรรคผล การดู 19 ครั้ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 2:07 กำลังเล่น ทางโลกุตระ การดู 51 ครั้ง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 5:20 กำลังเล่น มรรคจิต ผลจิต การดู 10 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 5:20 กำลังเล่น โลกุตตรจิต การดู 9 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 5:20 กำลังเล่น การเกิดมรรคผล การดู 3 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 10:51 กำลังเล่น การบรรลุมรรคผล #การเกิดอริยมรรค #วิมุตติความหลุดพ้นทางสิ้นภพ การดู 14 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 10:51 กำลังเล่น ทางบรรลุนิพพาน การดู 1 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 10:51 กำลังเล่น ทางบรรลุมรรคผล ไม่มีการดู 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 36:00 กำลังเล่น ทางนิพพาน การดู 5 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 36:00 กำลังเล่น ทางพระนิพพาน#คำสอนของพระพุทธเจ้าจากคาถาธรรมบท การดู 10 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 36:00 กำลังเล่น ทางนิพพาน การดู 8 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น พระพุทธเจ้า#อนุปาทิเสสนิพพาน#พระพุทธเจ้าและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรนอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง การดู 22 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 2:52:12 กำลังเล่น คำสอนของพระพุทธเจ้าจากคาถาธรรมบท การดู 53 ครั้ง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา 52:39 กำลังเล่น ความสิ้นอาสวะ#การไม่หวนกลับ#ทางสิ้นภพ#วิมุตติความหลุดพ้น การดู 27 ครั้ง 1 เดือนที่ผ่านมา 52:39 NOW PLAYING ทำตนให้พ้นทุกข์#ดวงตาเห็นธรรม#ทางไม่เกิด#การเกิดอริยมรรค 29 views 1 month ago 2:44 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ 9 views 1 month ago 10:51 NOW PLAYING อาการสามสิบสอง 18 views 1 month ago 40:06 NOW PLAYING พุทธภูมิ#ปัจเจกภูมิ#สาวกภูมิ 19 views 1 month ago 23:52 NOW PLAYING การสำเร็จมรรคผล 109 views 1 month ago 7:08 NOW PLAYING นิพพาน 13 views 1 month ago 7:08 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#คำสอนเรื่องนิพพาน 9 views 1 month ago 33:30 NOW PLAYING การเดินทาง#การเดินทางของจิต 33 views 1 month ago 52:38 NOW PLAYING นิพพาน 20 views 1 month ago 40:06 NOW PLAYING ทางไม่เกิด 12 views 1 month ago 23:52 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 10 views 1 month ago 2:52:12 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#ทางบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค 128 views 1 month ago 7:08 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#ทางหมดทุกข์#มรรคจิตผลจิต#ท่าพระโคดม 64 views 2 months ago 5:10 NOW PLAYING การสำรวม 23 views 2 months ago 5:10 NOW PLAYING ทำตนให้พ้นทุกข์ 9 views 2 months ago 5:10 NOW PLAYING การสำรวมจิต 7 views 2 months ago 5:10 NOW PLAYING การรวมจิต 12 views 2 months ago 52:38 NOW PLAYING การบรรลุธรรม#ขั้นสุดท้ายก่อนถึงอริยะมรรคโดยหลวงพ่อปราโมทย์ 41 views 3 months ago 6:58 NOW PLAYING thai buddhist teaching 6 views 3 months ago 5:51 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล 17 views 3 months ago 2:44 NOW PLAYING การเกิดมรรคผล 9 views 3 months ago 1:36:49 NOW PLAYING การเข้าถึงมรรคผล 17 views 3 months ago 5:51 NOW PLAYING ทางสิ้นทุกข์#การฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า 8 views 3 months ago 1:36:49 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล 36 views 3 months ago 5:51 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 8 views 3 months ago 5:51 NOW PLAYING การเกิดมรรคผล#พุทธภูมิ#ปัจเจกภูมิ#สาวกภูมิ 27 views 3 months ago 7:08 NOW PLAYING ความสิ้นทุกข์ 7 views 3 months ago 7:08 NOW PLAYING ทางสิ้นภพ 5 views 3 months ago 7:08 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#ยังกิญจิสะมุทะยะธัมมังสัพพันตังนิโรธะธัมมันติ 23 views 3 months ago 40:06 NOW PLAYING บทอันสงบ 7 views 3 months ago 2:06 NOW PLAYING มรรคจิตผลจิต 22 views 3 months ago 29:11 NOW PLAYING การเกิดมรรคผล 58 views 3 months ago 29:11 NOW PLAYING การวางภาระ 44 views 3 months ago 2:07 NOW PLAYING ทางสิ้นภพ 18 views 3 months ago 3:04 NOW PLAYING ท่าพระโคดม#การบรรลุมรรคผล 24 views 3 months ago 7:03 NOW PLAYING ทางหลุดพ้น 13 views 3 months ago 7:03 NOW PLAYING ความพ้นทุกข์ 5 views 3 months ago 36:00 NOW PLAYING จิตพ้นโลก 9 views 3 months ago 5:20 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค 9 views 3 months ago 5:20 NOW PLAYING การเกิดอริยมรรค 23 views 3 months ago 5:20 NOW PLAYING การเกิดอริยมรรค 24 views 3 months ago 36:00 NOW PLAYING อารมณ์พระนิพพาน 44 views 3 months ago 7:08 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#ทางนิพพาน#การเกิดอริยมรรค#มรรคจิตผลจิต 33 views 3 months ago 7:08 NOW PLAYING การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า 52 views 3 months ago 36:00 NOW PLAYING ทางพ้นโลก 11 views 3 months ago 52:38 NOW PLAYING ทางสงบ 10 views 3 months ago 6:06 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล 46 views 3 months ago 10:57 NOW PLAYING ทางหมดทุกข์#มรรคจิตผลจิต 26 views 4 months ago 1:14:05 NOW PLAYING การสำเร็จมรรคผล 27 views 4 months ago 8:31 NOW PLAYING การเกิดมรรคผล#พุทธภูมิ#ปัจเจกภูมิ#สาวกภูมิ 21 views 4 months ago 1:14:05 NOW PLAYING การไม่หวนกลับ#จิตของเราจักดับอยู่ในภพนี้นี่เอง#ทางของพระพุทธเจ้า 23 views 4 months ago 3:12 NOW PLAYING การเกิดเป็นมนุษย์#การบรรลุนิพพาน#การบรรลุมรรคผล#การเจริญมรณะสติ 22 views 4 months ago 52:39 NOW PLAYING การเกิดเป็นมนุษย์ 20 views 4 months ago 3:12 NOW PLAYING ผู้ไม่มีร่องรอย#ทางสิ้นภพ 68 views 4 months ago 3:12 NOW PLAYING พระพุทธเจ้า 18 views 4 months ago 3:12 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#พุทธวรรค 15 views 4 months ago 3:12 NOW PLAYING คําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 37 views 4 months ago 3:12 NOW PLAYING คาถาธรรมบท 19 views 4 months ago 1:00:28 NOW PLAYING การเกิดมรรคผล#ทางข้ามภพ#สาวกพระพุทธเจ้า 69 views 4 months ago 1:00:28 NOW PLAYING ทางหลุดพ้น 11 views 4 months ago 1:00:28 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 10 views 4 months ago 3:55 NOW PLAYING คุ้มมาก#ทางมรรคผล#การบรรลุธรรม#การบรรลุมรรคผล 13 views 4 months ago 1:28:46 NOW PLAYING พุทโธ ธัมโม สังโฆ 21 views 4 months ago 4:13 NOW PLAYING ทางไปนิพพาน 16 views 4 months ago 4:13 NOW PLAYING สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง 25 views 4 months ago 1:36:49 NOW PLAYING ทางมรรคผล#การบรรลุธรรม#การบรรลุมรรคผล 28 views 4 months ago 1:36:49 NOW PLAYING การเข้าถึงพระนิพพาน 12 views 4 months ago 3:56 NOW PLAYING การเกิดมรรคผล 7 views 4 months ago 2:44 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล 3 views 4 months ago 2:44 NOW PLAYING การบรรลุนิพพาน 4 views 4 months ago 7:03 NOW PLAYING ทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏ 32 views 4 months ago 6:49 NOW PLAYING ทางข้ามภพ 9 views 4 months ago 3:49 NOW PLAYING ทางสิ้นทุกข์#การฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า 20 views 4 months ago 9:05 NOW PLAYING การสำเร็จมรรคผล 84 views 4 months ago 46:22 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น#ความหลุดพ้นทางจิต#ที่สุดโลก 20 views 4 months ago 7:26 NOW PLAYING มรรคญาณ ผลญาณ 16 views 4 months ago 7:26 NOW PLAYING อริยทรัพย์ 6 views 4 months ago 52:39 NOW PLAYING ความสิ้นทุกข์ 6 views 4 months ago 52:39 NOW PLAYING ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 39 views 4 months ago 52:39 NOW PLAYING ดวงตาเห็นธรรม 23 views 4 months ago 52:39 NOW PLAYING คนรู้ใจ#การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า#มรรคจิตดวงแรก 70 views 4 months ago 52:39 NOW PLAYING การสำเร็จมรรคผล 43 views 4 months ago 5:18 NOW PLAYING มรรค4ผล4นิพพาน1 75 views 4 months ago 18:18 NOW PLAYING การบรรลุนิพพาน#การบรรลุมรรคผล#การเจริญมรณะสติ 18 views 5 months ago 44:54 NOW PLAYING การบรรลุธรรม 4 views 5 months ago 1:02:51 NOW PLAYING พุทธภูมิ ปัจเจกภูมิ สาวกภูมิ 33 views 5 months ago 1:02:51 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ 34 views 5 months ago 18:18 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#การเจริญมรณะสติ 28 views 5 months ago 12:21 NOW PLAYING วันประชุมพระธาตุ 36 views 5 months ago 28:48 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น#วิมุตตายตนะเหตุแห่งความหลุดพ้น 49 views 5 months ago 4:55 NOW PLAYING ความพ้นทุกข์ 8 views 5 months ago 18:18 NOW PLAYING อารมณ์โสดาบัน 12 views 5 months ago 5:10 NOW PLAYING อนุปาทาปรินิพพาน 16 views 5 months ago 5:10 NOW PLAYING ใช้หนี้หมด 3 views 5 months ago 1:31 NOW PLAYING ทางบรรลุมรรคผล 14 views 5 months ago 12:21 NOW PLAYING การทำที่สุดแห่งทุกข์#การเห็นแจ้งพระนิพพาน#การเกิดมรรคผล 14 views 5 months ago 6:06 NOW PLAYING ทางไม่เกิด#การเกิดอริยมรรค#ทำตนให้พ้นทุกข์ 25 views 5 months ago 3:29 NOW PLAYING ความหลุดพ้นทางจิต#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค 17 views 5 months ago 1:15 NOW PLAYING คำสอนพระราชพรหมยานเถระ 5 views 5 months ago 3:49 NOW PLAYING อารมณ์โสดาบัน 20 views 5 months ago 7:08 NOW PLAYING อายตนะ 2 views 5 months ago 7:08 NOW PLAYING อายตนะนั้นมีอยู๋ 1 view 5 months ago 46:22 NOW PLAYING จิตบรรลุมรรคผลที่สุดของโลก#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค 55 views 5 months ago 5:18 NOW PLAYING การบรรลุธรรม 5 views 5 months ago 7:08 NOW PLAYING โสดาบัน 14 views 5 months ago 3:29 NOW PLAYING ทางข้ามโลก 11 views 5 months ago 5:20 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล 9 views 5 months ago 5:09 NOW PLAYING คำสอนเรื่องจิต 3 views 5 months ago 5:09 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 14 views 5 months ago 1:31 NOW PLAYING การยิ้มของมนุษย์ 18 views 5 months ago 3:49 NOW PLAYING จิตยิ้ม 25 views 5 months ago 3:49 NOW PLAYING มรรคจิตดวงแรก#อารมณ์ของพระโสดาบัน 34 views 5 months ago 52:38 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 42 views 5 months ago 7:08 NOW PLAYING โสดาบัน 2 views 6 months ago 52:38 NOW PLAYING ความหลุดพ้นทางจิต 50 views 6 months ago 5:18 NOW PLAYING การบรรลุธรรม 11 views 6 months ago 1:31 NOW PLAYING การบรรลุธรรม 21 views 6 months ago 1:31 NOW PLAYING ทางบรรลุธรรม 10 views 6 months ago 52:38 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล 36 views 6 months ago 52:38 NOW PLAYING ทางพ้นโลก 26 views 6 months ago 5:18 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ 33 views 6 months ago 7:08 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#คำสอนเรื่องนิพพาน 20 views 6 months ago 7:08 NOW PLAYING การบรรลุโสดาบัน 18 views 6 months ago 7:08 NOW PLAYING ธรรมาภิสมัย 16 views 6 months ago 7:08 NOW PLAYING นิพพานของพระโสดาบัน 3 views 6 months ago 7:08 NOW PLAYING การฟังธรรม#คำสอนของพระพุทธเจ้า 12 views 6 months ago 7:08 NOW PLAYING อริยมรรค อริยผล 13 views 6 months ago 52:38 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค 628 views 6 months ago 5:20 NOW PLAYING มรรคจิต ผลจิต 70 views 7 months ago 0:31 NOW PLAYING อนุปาทิเสสนิพพาน#พระพุทธเจ้าทั้งปวงและสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง 20 views 7 months ago 10:51 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 45 views 7 months ago 25:20 NOW PLAYING สาธุชน 12 views 7 months ago 10:51 NOW PLAYING ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง 44 views 7 months ago 0:05 NOW PLAYING การซ่อมเตาแม่เหล็กไฟฟ้า 252 views 7 months ago 0:10 NOW PLAYING ทางสู่สันติ 2 views 7 months ago 0:10 NOW PLAYING ทางสู่สันติ No views 7 months ago 0:05 NOW PLAYING ทางสู่สันติ 1 view 7 months ago 0:10 NOW PLAYING ทางสู่สันติ 4 views 7 months ago 3:21 NOW PLAYING ทางสู่สันติ 7 views 7 months ago 25:20 NOW PLAYING พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ 25 views 7 months ago 24:18 NOW PLAYING การสำรวมจิต 1 view 7 months ago 24:03 NOW PLAYING การสำรวมใจ 5 views 7 months ago 5:09 NOW PLAYING ความสิ้นอาสวะ 7 views 7 months ago 3:19 NOW PLAYING วิมุติความหลุดพ้น 6 views 7 months ago 3:12 NOW PLAYING ผู้ไกลจากกิเลส 38 views 7 months ago 12:20 NOW PLAYING การสํารวมใจ 44 views 7 months ago 5:18 NOW PLAYING การเกิดอริยมรรค 58 views 7 months ago 5:20 NOW PLAYING การเกิดอริยมรรค#ทำตนให้พ้นทุกข์ 49 views 7 months ago 10:51 NOW PLAYING ความดับทุกข์ 1 view 7 months ago 5:10 NOW PLAYING คำสอนพระสงฆ์#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค 9 views 7 months ago 7:08 NOW PLAYING อริยมรรค 7 views 7 months ago 3:49 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล#ทางเดินของจิต 11 views 7 months ago 5:18 NOW PLAYING การสำเร็จมรรคผล 111 views 7 months ago 7:02 NOW PLAYING การบรรลุโสดาบัน 14 views 7 months ago 10:57 NOW PLAYING โลกุตตรจิต 125 views 7 months ago 1:31 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 25 views 7 months ago 5:18 NOW PLAYING วิมุตติความหลุดพ้น 33 views 7 months ago 3:29 NOW PLAYING ประตูพระนิพพาน 27 views 7 months ago 8:41 NOW PLAYING การบรรลุมรรคผล 187 views 7 months ago 3:11 NOW PLAYING การข้ามโคตรปุถุชน 32 views 7 months ago 14:51 NOW PLAYING การเกิดมรรคผล#ทางของพระพุทธเจ้า pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  มหาวิทยาลัยนาลันทา ราชคฤห์ สถานที่ปรินิพพานของพระสารีบุตร - Nalanda Uni...ทางบรรลุธรรม เมื่อปล่อยวางจิต จิตจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ถึงโคตรภูญาณ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น หลวงพ่อปราโมทย์ : พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้ สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เองเพราะมันไม่แส่ส่ายไปที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดตรงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะฉะนั้นสมาธิเนี่ยเต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิต ตรงนี้แหละ จิตจะไหวตัวขึ้นมา สองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะ แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง ถัดจากนั้นจิตจะรู้เลย มันไม่มีสาระนะ จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตเกิดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น 2 – 3 ขณะ นะ ความเป็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ แต่เป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง จิตดวงเก่าดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆดับไป จะทวนกระแสเข้าหาจิตที่อยู่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้ คาบลูกคาบดอก ยังเกาะอยู่ในขันธ์ แล้วก็ไม่ได้เกาะขันธ์แล้ว คือ ไม่ได้เกาะอยู่ที่จิต แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตธาตุอมตธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน นี้ต้องแยกให้ออก มันยังทวนเข้ามาไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิตนะ ไม่ใช่พระอริยะเพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั้นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน ตรงนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ ญาณข้ามโคตร มีปัญญาข้ามโคตร ข้ามโคตร ข้ามจากโคตรไหนไปสู่โคตรไหน จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน เพราะฉะนั้นบรรลุมรรคผลแล้วนะ เปลี่ยนโคตรนะ อันนี้ข้ามจากสกุลของปุถุชนนะ ข้ามมาสู่อริยวงศ์ อริยโคตร เรียกว่า ญาณข้ามโคตร ไม่ใช่ปุถุชนนะ กำลังข้ามอยู่ ไม่ใช่พระอริยะ มีอยู่ขณะจิตเดียวแหละ ที่คาบลูกคาบดอกประหลาดอยู่อย่างนี้นะ ข้ามเข้ามา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงธาตุ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้แท้ๆแล้ว ธรรมธาตุ ตัวนี้แหละ อริยมรรคก็จะเกิดขึ้น pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  เกสริยา - สถานที่ประดิษฐานบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า - Kesariya stupa ทางบรรลุธรรม เมื่อปล่อยวางจิต จิตจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ถึงโคตรภูญาณ แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้น หลวงพ่อปราโมทย์ : พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้ สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เองเพราะมันไม่แส่ส่ายไปที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดตรงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะฉะนั้นสมาธิเนี่ยเต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิต ตรงนี้แหละ จิตจะไหวตัวขึ้นมา สองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะ แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง ถัดจากนั้นจิตจะรู้เลย มันไม่มีสาระนะ จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตเกิดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น 2 – 3 ขณะ นะ ความเป็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ แต่เป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง จิตดวงเก่าดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆดับไป จะทวนกระแสเข้าหาจิตที่อยู่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้ คาบลูกคาบดอก ยังเกาะอยู่ในขันธ์ แล้วก็ไม่ได้เกาะขันธ์แล้ว คือ ไม่ได้เกาะอยู่ที่จิต แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตธาตุอมตธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน นี้ต้องแยกให้ออก มันยังทวนเข้ามาไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิตนะ ไม่ใช่พระอริยะเพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั้นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน ตรงนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ ญาณข้ามโคตร มีปัญญาข้ามโคตร ข้ามโคตร ข้ามจากโคตรไหนไปสู่โคตรไหน จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน เพราะฉะนั้นบรรลุมรรคผลแล้วนะ เปลี่ยนโคตรนะ อันนี้ข้ามจากสกุลของปุถุชนนะ ข้ามมาสู่อริยวงศ์ อริยโคตร เรียกว่า ญาณข้ามโคตร ไม่ใช่ปุถุชนนะ กำลังข้ามอยู่ ไม่ใช่พระอริยะ มีอยู่ขณะจิตเดียวแหละ ที่คาบลูกคาบดอกประหลาดอยู่อย่างนี้นะ ข้ามเข้ามา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงธาตุ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้แท้ๆแล้ว ธรรมธาตุ ตัวนี้แหละ อริยมรรคก็จะเกิดขึ้น pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  # #เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัติจิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  พระราชวังกบิลพัสดุ์ Kapilavastu Palace#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัติจิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  Bodhi Gaya- The Sacred Land of Buddhahood#ทางสิ้นภพ#วิมุตติความหลุดพ้น#สมาธิที่เกิดพร้อมกันกับอริยะมรรคจิต#จิตยอมรับความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเสมอกันหมดใจที่ภาวนามาถึงจุดนี้จะรู้สึกโลกนี้ราบเป็นหน้ากลอง #ถัดจากนั้นกระบวนการเกิดอริยมรรคถึงจะเกิดขึ้นก็จะมีตั้งแต่อนุโลมญาณสัจจานุโลมิกญาณโคตรภูญาณมัคคญาณผลญาณปัจจเวกขณญาณในกระบวนการที่เกิดอริยมรรคก็มีตั้งแต่อนุโลมญาณโคตรภูญาณมัคคญาณผลญาณอยู่ในกระบวนการที่จะเกิดอริยมรรค#กระบวนการนี้จบแล้วยังจะเกิดญาณตัวที่สิบหกปัจจเวกขณญาณทวนเข้าไปพิจารณาว่าตอนที่เกิดอริยมรรคนั้นล้างกิเลสอะไรไปบ้างกิเลสอะไรยังไม่ล้างจะทวนเข้าไปดูก็รู้ว่างานยังไม่เสร็จถ้างานเสร็จแล้วก็ทวนเข้าไปดูเห็นความเสร็จแล้วจิตจะไปพิจารณานิพพานได้แล้วไปทำความรู้แจ้งในตัวนิโรธ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  ทางบรรลุมรรคผล pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 26 ธ.ค. 2020 0  0  Bodh Gaya: The Seat of Enlightenment | A Documentary Film on Buddhism & ... pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 25 ธ.ค. 2020 0  0  #มรรคจิตผลจิตธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละมันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่งพอจิตดวงเก่ามันดับไปจิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป#มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิทวนกระแสเข้ามาขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะแล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะคาบลูกคาบดอก ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน #ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะแต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ #ทำไมไม่ใช่ปุถุชนเพราะมันปล่อยขันธ์แล้วขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต ไม่ใช่พระอริยะ เพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั่นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน #ตรงนี้นะเรียกว่าโคตรภูญาณญาณข้ามโคตรมีปัญญาข้ามโคตร ข้ามโคตรจากโคตรไหนมาสู่โคตรไหน? จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน #คาถาธรรมบทว่าด้วยเรื่องพระพุทธเจ้า#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะ pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 25 ธ.ค. 2020 0  0   ท่องเที่ยวชุมชน วิถีเกษตร วิถีพุทธ ที่บ้านร่องกาศใต้ จังหวัดแพร่ การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 5:18 โสดาบัน #สกทาคามี #อนาคามี #อรหันต์. 4 พ.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 24/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 9:05 คำสอนทางพุทธศาสนา#อมตมหานครนี้มีศีลเป็นกำแพงเมืองมีปัญญาเป็นหอรบอินทรีย์สังวรเป็นทวารบาลอัษฎางคิกมรรคเป็นวิถีทางในนครโพธิปักขิยธรรม๓๗เป็น ... 6 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 20/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 10:57 มรรคจิตผลจิตธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละมันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่งพอจิตดวงเก่ามันดับไปจิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป#มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิทวน ... 24 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 23/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 8:31 การสำเร็จมรรคผล. Watch later. Share. Copy link. Info. Shopping. Tap to unmute. If playback doesn't begin shortly, try restarting ... 21 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 18/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 12:20 วันนี้จะได้น้อมนำเอาธรรมะเรื่องคติของพระอริยบุคคลมาบรรยายถวายความรู้แด่ครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงตาลูกพระลูกเณรลูกชีทั้งหลายตามสมควรแก่เวลา. 5 วันที่ผ่านมา · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ ทางมรรคผล#การบรรลุธรรม#การบรรลุมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 1:36:49 การเกิดมรรคผล#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเ... ... นำนั่งสมาธิ บุญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งมวลของชีวิต (บรรเลงเสียงขลุ่ย). 16 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 3/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 23:52 Most common used flex styles*/ /* Basic flexbox reverse styles */ /* Flexbox alignment */ /* Non-flexbox ... 14 พ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้ 5 ครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ 15/12/2020 การบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 52:38 เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำ ... 11 มิ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 23/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 1:14:05 การสำเร็จมรรคผล. No viewsNo views. • Aug 22, 2020. 0 0. Share Save. 0 / 0. การบรรลุมรรคผลของมนุษย์. การบรรลุมรรคผลของมนุษย์. 6 subscribers. 23 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้ 2 ครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ 3/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 5:10 เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ ... 14 ต.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป ไทย ความช่วยเหลือส่งความคิดเห็นความเป็นส่วนตั pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 25 ธ.ค. 2020 0  0  เกสริยา - สถานที่ประดิษฐานบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า - Kesariya stupa การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 5:18 โสดาบัน #สกทาคามี #อนาคามี #อรหันต์. 4 พ.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 24/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 9:05 คำสอนทางพุทธศาสนา#อมตมหานครนี้มีศีลเป็นกำแพงเมืองมีปัญญาเป็นหอรบอินทรีย์สังวรเป็นทวารบาลอัษฎางคิกมรรคเป็นวิถีทางในนครโพธิปักขิยธรรม๓๗เป็น ... 6 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 20/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 10:57 มรรคจิตผลจิตธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละมันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่งพอจิตดวงเก่ามันดับไปจิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป#มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิทวน ... 24 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 23/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 8:31 การสำเร็จมรรคผล. Watch later. Share. Copy link. Info. Shopping. Tap to unmute. If playback doesn't begin shortly, try restarting ... 21 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 18/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 12:20 วันนี้จะได้น้อมนำเอาธรรมะเรื่องคติของพระอริยบุคคลมาบรรยายถวายความรู้แด่ครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงตาลูกพระลูกเณรลูกชีทั้งหลายตามสมควรแก่เวลา. 5 วันที่ผ่านมา · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ ทางมรรคผล#การบรรลุธรรม#การบรรลุมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 1:36:49 การเกิดมรรคผล#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเ... ... นำนั่งสมาธิ บุญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งมวลของชีวิต (บรรเลงเสียงขลุ่ย). 16 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 3/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 23:52 Most common used flex styles*/ /* Basic flexbox reverse styles */ /* Flexbox alignment */ /* Non-flexbox ... 14 พ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้ 5 ครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ 15/12/2020 การบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 52:38 เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำ ... 11 มิ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 23/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 1:14:05 การสำเร็จมรรคผล. No viewsNo views. • Aug 22, 2020. 0 0. Share Save. 0 / 0. การบรรลุมรรคผลของมนุษย์. การบรรลุมรรคผลของมนุษย์. 6 subscribers. 23 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้ 2 ครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ 3/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 5:10 เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ ... 14 ต.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป ไทย ความช่วยเหลือส่งความคิดเห็นความเป็นส่วนตั pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 25 ธ.ค. 2020 0  0  การสำเร็จมรรคผล การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 5:18 โสดาบัน #สกทาคามี #อนาคามี #อรหันต์. 4 พ.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 24/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 9:05 คำสอนทางพุทธศาสนา#อมตมหานครนี้มีศีลเป็นกำแพงเมืองมีปัญญาเป็นหอรบอินทรีย์สังวรเป็นทวารบาลอัษฎางคิกมรรคเป็นวิถีทางในนครโพธิปักขิยธรรม๓๗เป็น ... 6 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 20/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 10:57 มรรคจิตผลจิตธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละมันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่งพอจิตดวงเก่ามันดับไปจิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป#มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิทวน ... 24 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 23/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 8:31 การสำเร็จมรรคผล. Watch later. Share. Copy link. Info. Shopping. Tap to unmute. If playback doesn't begin shortly, try restarting ... 21 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 18/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 12:20 วันนี้จะได้น้อมนำเอาธรรมะเรื่องคติของพระอริยบุคคลมาบรรยายถวายความรู้แด่ครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงตาลูกพระลูกเณรลูกชีทั้งหลายตามสมควรแก่เวลา. 5 วันที่ผ่านมา · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ ทางมรรคผล#การบรรลุธรรม#การบรรลุมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 1:36:49 การเกิดมรรคผล#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเ... ... นำนั่งสมาธิ บุญผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งมวลของชีวิต (บรรเลงเสียงขลุ่ย). 16 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 3/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 23:52 Most common used flex styles*/ /* Basic flexbox reverse styles */ /* Flexbox alignment */ /* Non-flexbox ... 14 พ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้ 5 ครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ 15/12/2020 การบรรลุมรรคผล#การเกิดอริยมรรค - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 52:38 เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำ ... 11 มิ.ย. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้หลายครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ: 23/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 1:14:05 การสำเร็จมรรคผล. No viewsNo views. • Aug 22, 2020. 0 0. Share Save. 0 / 0. การบรรลุมรรคผลของมนุษย์. การบรรลุมรรคผลของมนุษย์. 6 subscribers. 23 ส.ค. 2563 · อัปโหลดโดย การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ คุณเคยไปที่หน้าเว็บนี้ 2 ครั้ง ไปครั้งล่าสุดเมื่อ 3/12/2020 การสำเร็จมรรคผล - YouTubewww.youtube.com › watch วิดีโอสำหรับ การสำเร็จมรรคผล 5:10 เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ ... 14 ต.ค. 2563 · อัปโหลดโดย pornpimon tungmepol 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป ไทย ความช่วยเหลือส่งความคิดเห็นความเป็นส่วนตั pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 25 ธ.ค. 2020 0  0  เกสริยา - สถานที่ประดิษฐานบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า - Kesariya stupaทางโลกุตระ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 25 ธ.ค. 2020 0  0  วิธีอยู่เหนือโลก-เข้าถึงโลกุตระ :: หลวงพ่อปราโมทย์ 26 ม.ค. 2563 (ไฟล์ 63...ทางโลกุตระ pornpimon tungmepol pornpimon tungmepol เผยแพร่แล้ว • 25 ธ.ค. 2020 0  0 

รูปภาพ

Living, Loving, Laughing, and Dying: The Buddhist Way - Day 2 - Afternoon

รูปภาพ

#หลวงพ่อจะบอกแลนด์มาร์คที่สำคัญไว้นะแลนด์มาร์คที่สำคัญก่อนที่จะเกิดอริยมรรคนี่จิตจะเกิดปัญญาชนิดหนึ่งเรียกว่า #สังขารุเบกขาญาณญาณแปลว่าปัญญามีปัญญาที่จะเป็นอุเบกขาเป็นกลางต่อสังขาร อะไรที่เรียกว่า สังขาร ความปรุงแต่งทั้งปวงเรียกว่าสังขาร ร่างกายก็เป็นสังขารนะ ความสุข ความทุกข์ ก็เป็นสังขาร ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เป็นสังขาร อะไรๆ ก็เป็นสังขาร ในขันธ์ 5 นี่แหล่ะ คือ ตัวสังขารทั้งหมด ถ้าเราค่อยๆ ฝึกตามดูไปเรื่อย มีสติตามดูไป เราจะเห็นเลย ร่างกายที่หายใจออกก็อยู่ชั่วคราว ร่างกายที่หายใจเข้าก็อยู่ชั่วคราว ความสุขก็อยู่ชั่วคราว ความทุกข์ก็อยู่ชั่วคราว จิตที่เฉยๆ ก็ชั่วคราว มีใครไม่สุขชั่วคราวไหม มีไหม สุขถาวรมีไหม ไม่มีหรอก ใครทุกข์ถาวรมีไหม ใครทุกข์ถาวร ไม่มี นี่เรามีสติตามดูความเปลี่ยนแปลงของจิตไปนะ เราจะเห็นเลย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว โลภ โกรธ หลง ก็ชั่วคราว ดูไปเรื่อยนะ ในที่สุดปัญญามันเกิด ก็จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว พอเมื่อไหร่ที่จิตมันเห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว จิตก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นกลางด้วยปัญญาแล้ว เป็นกลางนี่เกิดได้หลายแบบ เป็นกลางอันแรกเกิดด้วยการกดข่มไว้ เช่น ถูกเค้าด่า ก็กัดฟัน ไม่โกรธเลย ไม่โกรธเลยนะ บอกเป็นกลางเพราะกดข่มเอาไว้ เป็นกลางอีกอันหนึ่งเรียก เป็นกลางด้วยมีสติ เป็นกลางอีกอย่างหนึ่ง เป็นกลางด้วยปัญญา เป็นกลางแบบมีสติ ก็คือ เช่น เราขับรถอยู่ คนมันปาดหน้า ใจเราโมโหขึ้นมา เราเห็นเลยใจมันโมโห พอเราเป็นนักปฏิบัตินี่ เราเห็นว่าใจเราโมโหขึ้นมาไม่ดี คุณแม่บอกให้เมตตา โมโหไม่ดีใช่มั๊ย เราต้องรีบไปรู้ทันใจที่ไม่ชอบ ความโกรธเกิดขึ้นแล้วใจเกิดยินร้าย ไม่ชอบความโกรธ หรือกุศลเกิดขึ้นใจเราหลงยินดีเราไม่รู้ว่ายินดี อย่างนี้จิตไม่เป็นกลาง ถ้าจิตยินดีเรารู้ทัน จิตยินร้ายเรารู้ทัน มันจะเป็นกลางด้วยสติ แต่ถ้าเป็นกลางด้วยปัญญา ตรงนี้สำคัญมากเลย ก่อนที่จะเกิดอริยมรรคนี่ จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา แล้วมันจะเห็นเลยว่า ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลก็ชั่วคราวนะ โลภ โกรธ หลง อะไรต่ออะไรก็ชั่วคราว ฟุ้งซ่านก็ชั่วคราว หดหู่ก็ชั่วคราว ทุกอย่างชั่วคราวหมดเลย ถ้าเมื่อไหร่ จิตเห็นว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราว จิตมันจะเป็นกลางด้วยปัญญาขึ้นมา ความสุขเกิดขึ้นมันไม่หลงระเริงแล้ว เพราะมันรู้แล้วว่าชั่วคราว ความทุกข์เกิดขึ้นมันไม่ทุรนทุราย เพราะมันรู้ว่าชั่วคราว ดีใจ เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง มันไม่หลงระเริงเลยนะ ไม่เสียอกเสียใจเพราะมันรู้ว่าชั่วคราว เห็นไหมพอมันเห็นว่าทุกอย่าง เป็นของชั่วคราวนี่ ใจจะหมดความดิ้นรน นี่เรียกว่า เป็นกลางด้วยปัญญา ก่อนที่จะเกิดอริยมรรคนี่ จิตจะเป็นกลางด้วยปัญญา ก่อนที่จิตจะเป็นกลาง ด้วยปัญญานี่ เราจะต้อง หัดเจริญสติ ตามดูความเปลี่ยนแปลงของกาย ของใจ เรื่อยไป จนปัญญามันเกิดว่าทุกอย่างชั่วคราว สุข ทุกข์ ดี ชั่ว ชั่วคราว หายใจออก หายใจเข้า ชั่วคราว ยืนก็ชั่วคราว เดินก็ชั่วคราว นั่ง นอนชั่วคราว ดูไปเรื่อยๆ นะ มีแต่ของชั่วคราวไปหมดเลย มาเสถียรก็มาชั่วคราวใช่ไหมนะ เดี๋ยวก็ไปแล้ว นี่ทุกอย่างชั่วคราวนะ ดูไป ทุกสิ่งในชีวิตเรานะ ถ้าเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราวนะ ต่อไปไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นจิตจะเป็นกลาง จิตที่เป็นกลางแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น จิตจะหมดความดิ้นรน จิตที่ไม่เป็นกลางนะมันจะดิ้นรนไม่เลิก พวกเรารู้สึกไหม อย่างจิตใจเราไม่มีความสุข เราอยากให้มีความสุข เราเกลียดความทุกข์ จิตที่เกลียดความทุกข์ก็ดิ้นรนนะ ดิ้นว่าทำอย่างไรจะมีความสุข หรือจิตมันดิ้นรนหาความสุข จิตดิ้นรนหนีความทุกข์ การที่จิตต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลานี่นะ คือตัวทุกข์เลย จิตจะมีแต่ความทุกข์ล้วนๆ เลย สร้างภพ สร้างชาติ สร้างความปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา พวกเราเห็นไหม ในใจของเรามีความอยากเกิดตลอดเวลา ไปหัดดูนะ แล้วเราจะเห็นเลยใจเรา มีความอยากตลอดเวลา เดี๋ยวอยากดู เดี๋ยวอยากฟัง เดี๋ยวอยากคิด เดี๋ยวอยากหนีไปที่อื่น อย่างตอนนี้แดดร้อนแล้วอยากหนีแล้ว ถอยได้นะถอย ถอยไปอยู่ข้างหลัง ถอยได้ แบ่งๆ กันนะ แบ่งๆ กัน หรือจะเอาเสื่อ ขึ้นคลุมก็ไม่ว่านะ สังเกตมั้ยตอนหัวเราะเมื่อกี้ใจฟุ้งซ่าน ดูออกมั้ย ลืมตัวเอง นี่ฝึกนะ ฝึกรู้อย่างนี้แหละ ดูไปเรื่อยๆนะ ถึงจุดหนึ่งที่ปัญญามันพอนี่ จิตมันจะรวม รวมเข้าอัปปนาสมาธิ รวมของมันเองนะ แล้วจะเห็นสภาวะธรรมเกิดดับอยู่สองสามขณะ แล้วถัดจากนั้นอริยะมรรคก็จะเกิดขึ้น จะล้างกิเลส อริยมรรคเวลาล้างกิเลส จะไม่เหมือนการล้างกิเลสด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยศีล ด้วยการข่มไว้ อริยมรรค เวลาล้างกิเลส ล้างตัวไหนแล้วล้างเลย ไม่ต้องล้างอีกแล้ว ล้างทีเดียวสะอาดหมดจด ไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว แล้วเราค่อยๆ ฝึกนะ วันหนึ่งเราได้เป็นพระอริยะ อย่าวาดภาพว่าพระอริยะยากเกินไป อย่าวาดภาพว่าพระอริยะอยู่ไกล บารมีเราน้อย มัวแต่คิดว่าบารมีน้อยไม่ภาวนา มันก็น้อยไปทุกชาตินั่นแหล่ะ ถึงบารมีน้อยก็ขยันภาวนานะ หายใจไปก็รู้สึกตัวไป หายใจไปรู้สึกตัวไป มีสติรู้สึกตัวไปเรื่อย อย่าให้ลืมตัวเอง ต่อไปก็หายใจไป เห็นร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่เรา เห็นจิตใจมันทำงานได้เองนะ นี่ขั้นเดินปัญญา ง่ายๆ แค่นี้แหละ ลองไปทำดู..." หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชDoorway to Spirituality - The Mahabodhi Temple - #DoorsOfIndia

รูปภาพ

Doorway to Spirituality - The Mahabodhi Temple - #DoorsOfIndia

รูปภาพ

Doorway to Spirituality - The Mahabodhi Temple - #DoorsOfIndia#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะ

รูปภาพ

#ทางสิ้นภพ < วิดีโอและช่อง 100 รายการ 3:12 กำลังเล่น ผู้ไม่มีร่องรอย#ทางสิ้นภพ การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 68 ครั้ง 4 เดือนที่ผ่านมา 2:07 กำลังเล่น ทางสิ้นภพ การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 18 ครั้ง 3 เดือนที่ผ่านมา 52:39 กำลังเล่น ความสิ้นอาสวะ#การไม่หวนกลับ#ทางสิ้นภพ#วิมุตติความหลุดพ้น การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 27 ครั้ง 1 เดือนที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น #ทางสิ้นภพ#ทางบรรลุมรรคผล pornpimon tungmepol การดู 48 ครั้ง 4 เดือนที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น ทางออกจากส้งสารว้ฎ#ทางสิ้นภพ#ทางบรรลุมรรคผล pornpimon tungmepol การดู 4 ครั้ง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 10:51 กำลังเล่น วิมุตติความหลุดพ้น การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 45 ครั้ง 7 เดือนที่ผ่านมา 52:39 กำลังเล่น ทำตนให้พ้นทุกข์#ดวงตาเห็นธรรม#ทางไม่เกิด#การเกิดอริยมรรค การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 30 ครั้ง 1 เดือนที่ผ่านมา 1:14:05 กำลังเล่น การสำเร็จมรรคผล การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 27 ครั้ง 4 เดือนที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น การบรรลุมรรคผล pornpimon tungmepol การดู 8 ครั้ง 1 เดือนที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น ทางหลุดพ้น การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 13 ครั้ง 3 เดือนที่ผ่านมา 36:00 กำลังเล่น อารมณ์พระนิพพาน pornpimon tungmepol การดู 6 ครั้ง 1 เดือนที่ผ่านมา 7:03 กำลังเล่น ความพ้นทุกข์ การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ การดู 5 ครั้ง 3 เดือนที่ผ่านมาผู้ไม่มีร่องรอย#ทางสิ้นภพ

รูปภาพ

การบรรลุมรรคผลของมนุษย์ Bodhi Gaya- The Sacred Land of Buddhahood

รูปภาพ

Bodhi Gaya- The Sacred Land of Buddhahoodการบรรลุมรรคผลของมนุษย์

รูปภาพ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉ...

รูปภาพ

เกสริยา - สถานที่ประดิษฐานบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า - Kesariya stupa#พุทธภูมิปัจเจกภูมิสาวกภูมิ#คำสอนเรื่องนิพพาน#วิมุตติความหลุดพ้นแนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ เนี่ยจาก ฮ นกฮูก ไปหา ก ไก่ จาก ก ไก่ กลับมา ฮ นกฮูกล่ะ

รูปภาพ

Lord Buddha Relic in new Jetavana Monastery Indiaโสดาบัน

รูปภาพ

การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#ทางหมดทุกข์#มรรคจิตผลจิต#ท่าพระโคดม โลกุตตรจิต โลกุตตรจิต มาจากคำว่า โลก + อุตตร + จิต โลก หมายถึงโลกทั้ง ๓ คือ กามโลก ( กามภูมิ ) รูปโลก ( รูปภูมิ ) และ อรูปโลก(อรูปภูมิ) ก็ได้ อีกนัยหนึ่ง คำว่า โลก หมายถึงการเกิดดับ ก็ได้ อุตตร มีความหมายว่า เหนือ หรือ พ้น ดังนั้นโลกุตตรจิตจึงเป็นจิตที่เหนือโลกทั้ง ๓ เป็นจิตที่พ้นจากโลกทั้ง ๓ ซึ่งมิได้หมายความว่า จิตนี้อยู่เหนือโลกหรือ จิตนี้พ้นไปจากโลก แต่หมายความว่าจิตนี้มีอารมณ์ที่เหนือโลกมีอารมณ์พ้นไปจากโลก คือโลกุตตรจิตนี้มีนิพพานเป็นอารมณ์ ซึ่งนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจากโลกเป็นธรรมที่เหนือโลก โลกุตตรจิตเป็นจิตที่พ้นจากการเกิดดับ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจิตนี้ไม่ได้เกิดดับ จิตนี้คงเกิดดับตามสภาพของจิตแต่เป็นจิตที่มีอารมณ์อันพ้นจากการเกิดดับ อารมณ์นั้นคือนิพพาน ซึ่งนิพพานเป็นธรรมที่ไม่มีการเกิดดับ ธรรมทั้งหลายในโลกทั้ง ๓ ย่อมเกิดดับทั้งสิ้น แต่นิพพานเป็นธรรมที่ไม่เกิดดับเป็นธรรมที่พ้นจากการเกิดดับ นิพพานจึงเป็นธรรมที่พ้นจากโลก เป็นธรรมที่เหนือโลก อีกนัยหนึ่ง โลกุตตรจิตมีความหมายว่าเป็นจิตที่กำลังประหารและประหารแล้วซึ่งกิเลส หมายความว่าโลกุตตรจิตหรือ มัคคจิตนั้นกำลังทำการประหารกิเลสอยู่ โลกุตตรวิบากจิตหรือผลจิต เป็นจิตที่เสวยผลที่มัคคจิตได้ประหารกิเลสนั้นแล้ว เป็นการประหารได้อย่างเด็ดขาด อันทำให้กิเลสนั้นๆ หมดสิ้นสูญเชื้อไปโดยสิ้นเชิง จนไม่สามารถที่จะเกิดมาก่อความเศร้าหมอง เร่าร้อนอีกต่อไปได้เลย การประหารเช่นนี้แหละที่เรียกว่าสมุจเฉทปหาน มีคาถาสังคหะ เป็นคาถาที่ ๑๐ แสดงจำนวนละประเภทของโลกุตตรจิตไว้ดังนี้ ๑๐. จตุมคฺคปฺปเภเทน จตุธา กุสลนฺตถา ปากนฺตสฺส ผลตฺตาติ อฏฺฐธานุตฺตรํ มตํฯ แปลความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า โลกุตตรอันประเสริฐยิ่งนั้นมี ๘ คือ โลกุตตรกุศลจิต ซึ่งเป็นประเภท อริยมัคค ๔ และ โลกุตตรวิบาก ซึ่งเป็นผลของ โลกุตตรกุศลจิต อีก ๔ อธิบายว่า โลกุตตรจิตนั้นมี ๒ ชาติ คือ ชาติกุศล เรียกว่า โลกุตตรกุศลจิต ซึ่งเป็นประเภทอริยมัคค จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มัคคจิต มีจำนวน ๔ ดวง ชาติวิบาก เรียกว่า โลกุตตรวิบากจิต อันเป็นผลของโลกุตตรกุศลจิตจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ผลจิต มีจำนวน ๔ ดวงเหมือนกัน จึงรวมเป็น โลกุตตรจิต ๘ ดวง จำง่ายๆ สั้นๆ ว่า มัคคคือกุศล ผลคือวิบาก ซึ่งหมายความว่า มัคคจิตนั้นเป็นชาติกุศล ผลจิตนั้นเป็นชาติวิบาก มีข้อควรสังเกตอยู่ว่า โลกุตตรจิตนี้มีแต่โลกุตตรกุศลและโลกุตตรวิบาก ไม่มีโลกุตตรกิริยา ด้วยเลย ที่โลกุตตรจิตไม่มี โลกุตตรกิริยานั้น เพราะโลกุตตรกิริยาถ้ามีก็คือมีโลกุตตรกุศลอันเกิดในสันดานพระอรหันต์ทำนองเดียวกับมหากิริยา และมหัคคตกิริยาก็คือ มหากุศลและมหัคคตกุศล อันเกิดในสันดานพระอรหันต์นั่นเอง อันว่า มหากุศล หรือ มหัคคตกุศลนั้น สามารกเกิดได้บ่อยๆ เกิดได้เนืองๆ ดังนั้นจึงเกิดในสันดานพระอรหันต์ได้เสมอ เมื่อเกิดขึ้นก็เป็นมหากิริยาหรือมหัคคตกิริยาไป ไม่เหมือนกับมัคคจิตซึ่ง เกิดได้เพียงมัคคละครั้งเดียว คือ โสดาปัตติมัคคก็เกิด ได้ครั้งเดียว สกาทาคามิมัคค อนาคามิมัคค ตลอดจนอรหัตตมัคค ก็เกิดได้มัคคละครั้งเดียวเท่านั้น เพราะมัคคจิตนั้นเกิดขึ้น เพื่อประหารกิเลสและประหารเป็นสมุจเฉทเสียด้วย เมื่อได้เป็นพระอรหันต์ซึ่งได้ประหารกิเลสจนหมดจดสิ้นเชิง ไม่มีกิเลส เหลือเลยแม้แต่น้อยแล้ว ก็ไม่ต้องมีมัคคจิตเกิดขึ้นมาประหารอะไรอีก ดั่งนี้จึงไม่มีโลกุตตรกิริยาจิต การประหารกิเลส กิเลส คือ ธรรมที่เศร้าหมองและเร่าร้อน เมื่อกิเลสเกิดพร้อมกับจิตใดหรือประกอบกับจิตใดแล้ว ก็ทำให้จิตนั้นเศร้า หมองและเร่าร้อนไปด้วย กิเลสนี้ประกอบเฉพาะอกุศลจิตเท่านั้น ดังนั้นการประหารกิเลสก็เท่ากับประหารอกุศลจิตนั่นเอง ในพระอภิธัมมัตถสังคหะปริเฉทที่ ๗ จำแนกกิเลสออกเป็นถึง ๙ กอง โดยนัยต่างๆ กัน จะกล่าวในที่นี้ก็จะสับสนไป ในชั้นนี้พึงทราบแต่เพียงว่ากิเลสนี้แบ่งเป็น ๓ ชั้น คือ ก. วิติกกมกิเลส ได้แก่กิเลสที่เกิดขึ้นชั้นนอก หมายความว่ากิเลสจำพวกนี้ได้ล่วงออกมาแล้วถึงกายทวารหรือวจีทวาร คือถึงกับลงมือกระทำการทุจริตทางกายหรือทางวาจาแล้ว กิเลสชนิดนี้ระงับไว้ได้ด้วยศีลเป็นการระงับไว้ได้ชั่วคราวชั่วขณะ ที่ยังรักษาศีลอยู่ การระงับ การข่ม หรือการประหารเช่นนี้เรียกว่า ตทังคปหาน หมายความว่าขณะใดที่จิตเป็นมหากุศลอยู่ กิเลสเหล่านี้ก็สงบระงับไปชั่วคราวชั่วขณะ ไม่สามารถประกอบกับจิตก่อให้เกิดกายทุจริตหรือวจีทุจริตได้ในชั่วขณะนั้น ข. ปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่กิเลสที่อยู่ภายใน หมายความว่ากิเลสจำพวกนี้เกิดอยู่ในมโนทวาร คือคิดอยู่ในใจเท่านั้น ไม่ถึงกับแสดงออกทางกายหรือทางวาจา ตัวเองรู้ได้ ผู้อื่นบางทีก็รู้บางทีก็ไม่รู้ กิเลสชนิดนี้ข่มไว้ได้ด้วยสมาธิ คือ ฌาน ข่มไว้หรือระงับไว้ได้เป็นเวลานาน เรียกว่า วิกขัมภนปหาน ข่มไว้ได้นานตราบเท่าที่ฌานยังไม่เสื่อม ค. อนุสยกิเลส ได้แก่กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตตสันดาน ซึ่งตนเองและผู้อื่นก็ไม่สามารถรู้ได้ กิเลสจำพวกนี้ต้องประหาร ด้วยปัญญา อันหมายถึงมัคคจิต ซึ่งมัคคจิตสามารถประหาร ได้จนหมดสิ้นสูญเชื้อโดยสิ้นเชิงที่เรียกว่า สมุจเฉทปหาน สรุปได้ว่า วิติกกมกิเลส ประหารด้วยมหากุศลจิต เป็นตทังคปาน ปริยุฏฐสนกิเลส ประหารด้วยมหัคคตกุศลจิต เป็นวิกขัมภนปหาน อนุสยกิเลส ประหารด้วยมัคคจิต เป็นสมุจเฉทปหาน โลกุตตรกุศลจิต หรือ มัคคจิต โลกุตตรกุศลจิต หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า มัคคจิต เป็นจิตที่กำลังพ้นจากโลก เป็นจิตที่กำลังประหารกิเลส มีจำนวน ๔ ดวง คือ ๑. โสดาปัตติมัคคจิต ๒. สกทาคามิมัคคจิต ๓. อนาคามิมัคคจิต ๔. อรหันตตมัคคจิต โลกุตตรวิบากจิต หรือ ผลจิต โลกุตตรวิบากจิต หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า ผลจิต เป็นจิตที่เป็นผลแห่งโลกุตตรกุศลจิต เป็นจิตที่พ้นแล้วจากโลก เป็นจิตที่ได้ประหารแล้วซึ่งกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เมื่อมัคคจิตเกิดขึ้นและดับแล้ว ผลจิตก็จะเกิดติดต่อกันในทันทีทันใดนั้นเอง โดยไม่มีระหว่างคั่น คือไม่มีจิตใดมาคั่นเลย ดังนั้นจึงเรียกมัคคจิตว่า อกาลิโก เพราะเป็นเหตุให้ผลจิตเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอกาลรอเวลาเลย ผลจิตมีจำนวน ๔ ดวง คือ ๑. โสดาปัตติผลจิต ๒. สกทาคามิผลจิต ๓. อนาคามิผลจิต ๔. อรหัตตผลจิต โสดาปัตติมัคคจิต คู่กับ โสดาปัตติผลจิต โสดาปัตติมัคคจิต มาจากคำว่า โสต ( กระแส คือ ไหล ) + อาปัตติ ( ถึงครั้งแรก ) + มัคค ( ทาง ) + จิต รวมแปล ความว่า จิตที่ถึงครั้งแรกซึ่งทางอันเป็นกระแสแห่งพระนิพพาน หมายความว่าตกกระแสที่ไหลไปสู่พระนิพพานเหมือนดังกระแส น้ำไหลสู่มหาสมุทร วจนตฺถ คือ เนื้อความของคำ หมายถึงคำจำกัดความ หรือความหมายของคำนั้น วะจะนัตตถะของโสดาปัตติมัคคจิตมีว่า ๑. อริยมคฺคโสตสฺส อาทิโต ปชฺชนํ เอตสฺสาติ โสตาปตฺติ ฯ การถึงกระแสอริยมัคคอันไหลไปสู่พระนิพพานครั้งแรก ของบุคคลนั้นมีอยู่ ดังนั้นชื่อว่า โสตาปัตติ ๒. ตสฺส มคฺโค โสตาปตฺติมคฺโค ฯ มัคคแห่งบุคคลผู้ถึงกระแสอริยมัคค อันไหลไปสู่พระนิพพานครั้งแรก ชื่อ โสตาปัตติมัคค ๓. เตน สมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ โสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ ฯ จิตที่สัมปยุตตด้วยโสดาปัตติมัคคนั้น ชื่อว่า โสดาปัตติมัคคจิต โสดาปัตติมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าโสดาปัตติมัคคบุคคล โสดาปัตติผลจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าโสดาปัตติผลจิต โสดาปัตติผลบุคคลนี่แหละเรียกว่า พระโสดาบัน ได้ชื่อว่า เสกขบุคคลเป็นบุคคลที่ จะต้องศึกษากันอีกต่อไป หมายความว่า จะต้องปฏิบัติต่อไปจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ จึงจะไม่ต้องศึกษาต่อไปอีกแล้วจึงได้ ชื่อว่า อเสกขบุคคล โสดาปัตติมัคคจิต เป็นจิตที่พ้นจากกามโลกเฉพาะส่วนที่เป็นอบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย และดิรัจฉาน โสดาปัตติผลจิต เป็นจิตที่พ้นแล้วจากอบายภูมิโดยเด็ดขาด หมายความว่า พระโสดาบันเมื่อจุติแล้ว จะไม่ปฏิสนธิในอบายภูมิอีกเลย เพราะประหารจิตชั่วจิตบาปที่เป็นเหตุให้ต้องเกิดในอบายได้แล้ว โสดาปัตติมัคคจิต เป็นจิตที่ประหารกิเลส ได้กล่าวมาแล้วว่า กิเลสเป็นตัวการที่มาประกอบและก่อให้เกิดอกุศลจิต ดังนั้นในที่นี้จะได้กล่าวถึงอกุศลจิตที่ถูกประหารนั้นเลยทีเดียว คือโสดาปัตติมัคคจิตกำลังประหารจิตโลภที่เป็นทิฏฐิสัมปยุตต ๔ ดวง และโมหมูลจิตที่เป็นวิจิกิจฉาสัมปยุตต ๑ ดวง รวมกำลังประหาร อกุศลจิต ๕ ดวง โสดาปัตติผลจิต เป็นจิตที่ประหารแล้วซึ่งอกุศลจิต ๕ ดวงนั้นได้โดยเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทปหาน กล่าวโดยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ โสดาปัตติมัคคจิต เป็นจิตที่กำลังประหารอกุศลกรรมบถ ๕ ประการ คือ ปาณาติบาต ๑, อทินนาทาน ๑, กาเมสุมิจฉาจาร ๑, มุสาวาท ๑ และ มิจฉาทิฏฐิ ๑ โสดาปัตติผลจิต เป็นจิตที่ประหารแล้วซึ่งอกุศลกรรมบถ ๕ ประการนั้นได้โดยเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทปหาน พระพุทธองค์ทรงเทศนาไว้โดยตรงว่า พระโสดาบันนั้นจำแนกได้เป็น ๓ จำพวก คือ ๑. เอกพิชีโสดาบัน เป็นพระโสดาบันที่มีพืชกำเนิดอีกเพียงหนึ่งหมายความว่า พระโสดาบันผู้นั้นจะต้องปฏิสนธิเป็น มนุษย์หรือเทวดาอีกชาติเดียวก็บรรลุอรหัตตผล ๒. โกลังโกลโสดาบัน คือพระโสดาบันผู้ต้องปฏิสนธิเป็นมนุษย์หรือเทวดาอีกในระหว่าง ๒ ถึง ๖ ชาติ จึงจะบรรลุ อรหัตตผล ๓. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน คือพระโสดาบันผู้ต้องปฏิสนธิอีกถึง ๗ ชาติ จึงจะบรรลุอรหัตตผลที่แตกต่างกันเช่นนี้ เป็นเพราะอินทรีย์แก่กล้ายิ่งหน่อยกว่ากัน จึงทำให้ความมุ่งมั่น ในการบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผลนั้นเนิ่นนานกว่ากันไปด้วย แต่อย่างไรก็ดี พระโสดาบันก็ไม่ต้องปฏิสนธิในชาติที่ ๘ เพราะ แม้จะเป็นผู้เพลิดเพลินมีความประมาทอยู่บ้าง ก็ต้องบรรลุอรหัตตผลในชาติที่ ๗ แน่นอน สกทาคามิมัคคจิต คู่กับ สกทาคามิผลจิต สกทาคามิมัคคจิต มาจากคำว่า สกึ ( ครั้งเดียว ) + อนาคามี ( กลับมา ) + มัคค ( ทาง ) + จิต รวมแปลความว่า จิตที่ถึงซึ่งทางที่จะกลับมาอีกครั้งเดียวมีความหมายว่า เป็นผู้ที่จะกลับมาปฏิสนธิในกามภูมิอีกครั้งเดียวเท่านั้น วะจะนัตถะ ของ สกาทาคามิมัคคจิต มีว่า ๑. สกึ เอกวารํ ปฏิสนฺธิวเสน อิมํ มนุสฺสโลกํ อาคจฺฉตีติ สกทาคามี ฯ พระอริยบุคคลที่กลับมาสู่มนุษย์โลกนี้ด้วยอำนาจ ปฏิสนธิครั้งเดียวชื่อว่า สกทาคามี ๒. ตสฺส มคฺโค สกทาคามิมคฺโค ฯ มัคคของพระสกทาคามีนั้นชื่อว่า สกทาคามิมัคค ๓. เตน สมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ สกทาคามิมคฺคจิตฺตํ ฯ จิตที่สัมปยุตตด้วยสกทาคามิมัคคนั้นชื่อว่า สกทาคามิมัคคจิต สกทาคามิมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคลลนั้นได้ชื่อว่า สกทาคามิมัคคบุคคล สกทาคามิผลจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่า สกาทาคามิผลบุคคล สกทาคามิผลบุคคลนี่แหละที่เรียกว่า พระสกทาคามี บางทีเรียกว่า พระสกิทาคามี เป็นเสกขบุคคลเหมือนกัน เพราะยังต้องศึกษา คือปฏิบัติให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ต่อไป เมื่อกล่าวโดยการพ้นโลกแล้ว สกาทาคามิมัคคจิตไม่ได้พ้นโลกเพิ่มขึ้นอีกเพียงแต่พ้นกามโลกอันเป็นส่วนอบายภูมิโดย อำนาจแห่งโสดาปัตติมัคคจิตเท่านั้น เมื่อกล่าวโดยการประหารกิเลสแล้ว สกทาคามิมัคคจิตก็หาได้ประหารกิเลสเป็นสมุจเฉทเพิ่มขึ้นอีกแต่อยางใดไม่ เป็นแต่เพียงทำให้กิเลสที่เหลือจากโสดาบันปัตติมัคคจิตได้ประหารมาแล้วนั้น ให้เบาบางลง อันเรียกว่า ตนุกรปหาน เท่านั้น แม้กล่าวโดยการประหารอกุศลกรรมบถ สกทาคามิมัคคจิตก็ไม่ได้ประหารเพิ่มขึ้นเป็นแต่เพียงทำให้เบาบางลงเช่นกัน ในวิสุทธิมัคคมหาฎีกาแสดงว่า พระสกทาคามี นี้ มี ๕ จำพวก คือ ๑. อิธ ปตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี ฯ เป็นพระสกทาคามี ที่บรรลุสกทาคามิผลในมนุษย์โลก และปรินิพพานในมนุษย์โลกนี้ ๒. ตตฺถ ปตฺวา ตตฺถ ปรินิพฺพายี เป็นพระสกทาคามี ที่บรรลุสกทาคามิผลในเทวโลก และปรินิพพานในเทวโลก นั้นแหละ ๓. อิธ ปตฺวา ตตฺถ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในมนุษย์โลกนี้ แต่ปรินิพพานในเทวโลกโน้น ๔. ตตฺถ ปตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในเทวโลกโน้น มาปรินิพพานในมนุษย์โลกนี้ ๕. อิธ ปตฺวา ตตฺถ นิพฺพตฺติตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในมนุษย์โลกนี้ ไปบังเกิดในเทวโลกโน้นแล้วกลับมาปรินิพพานในมนุษย์โลกนี้ อนาคามิมัคคจิต คู่กับ อนาคามิผลจิต อนาคามิมัคคจิต มาจากคำว่า น ( ไม่ ) + อาคามี ( กลับมา ) + มัคค ( ทาง ) + จิต รวมแปลความว่า จิตถึงซึ่งทางที่ไม่กลับมาอีก มีความหมายว่าเป็นผู้ไม่กลับมาปฏิสนธิในกามโลกอีก คือจะต้องไปเกิดเป็นพรหมบุคคลในพรหมโลกแน่นอน วะจะนัตถะ ของอนาคามิมัคคจิต มีว่า ๑. ปฏิสนฺธิวเสน อิมํ กามธาตุ น อาคจฺฉตีติ อนาคามี ฯ พระอริยบุคคลผู้ไม่กลับมาเกิดมาสู่กามโลกนี้อีก ด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่า อนาคามี ๒. ตสฺส มคฺโค อนาคามิมคฺโค ฯ มัคคแห่งพระอริยบุคคลผู้อนาคามีนั้น ชื่อว่า อนาคามิมัคค ๓. เตน สมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ อนาคามิมคฺคจิตฺตํ ฯ จิตที่สัมปยุตตด้วยอนาคามิมัคคนั้น ชื่อว่า อนาคามิมัคคจิต อนาคามิมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคลลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าอนาคามิมัคคบุคคล อนาคามิผลจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าอนาคามิผลบุคคล อนาคามิผลบุคคลนี้แหละเรียกว่า พระอนาคามี ยังเป็นเสกขบุคคลเหมือนกัน เพราะ ยังจะต้องศึกษาคือปฏิบัติต่อไปให้บรรลุอรหัตตผล อนาคามิมัคคจิต เป็นจิตที่กำลังพ้นจากกามโลกในส่วนที่เป็นมนุษย์โลกและเทวโลกอีก อนาคามิผลจิต เป็นจิตที่พ้นแล้วจากกามโลกโดยเด็ดขาด หมายความว่า พระอนาคามีเมื่อจุติแล้ว จะไม่มาปฏิสนธิใน กามโลก อีกเลย แต่จะไปฏิสนธิเป็นพรหมบุคคลในพรหมโลกแน่นอน อนาคามิมัคคจิต เป็นจิตที่กำลังประหารกิเลส กล่าวโดยจิตก็ประหารโทสมูลจิต ๒ ดวง อนาคามิผลจิต เป็นจิตที่ประหารแล้วซึ่งโทสจิต ๒ ดวง โดยเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทปหาน กล่าวโดยอกุศลกรรมบถ ๑๐ อนาคามิมัคคจิตเป็นจิตที่กำลังประหารอกุศลกรรมบถเพิ่มขึ้นอีก ๓ คือ ปิสุณาวาจา ผรุสวาท และ พยาบาท อนาคามิผลจิต เป็นจิตที่ประหารแล้วซึ่งกิเลสเพิ่มขึ้นอีก ๓ ประการนั้นโดยเด็ดขาดขาดเป็นสมุจเฉทปหาน พระอนาคามี มี ๕ จำพวก คือ ๑. อนฺตรปรินิพฺพายี ฯ พระอนาคามีผู้ถึงซึ่งปรินิพพานในกึ่งแรกแห่งอายุกาลในภูมินั้น ๒. อุปหจฺจปรินิพฺพายี ฯ พระอนาคามีผู้ถึงซึ่งปรินิพพานในกึ่งหลังแห่งอายุกาลในภูมินั้น ๓. อสงฺขารปรินิพฺพายี ฯ พระอนาคามีผู้ไม่ต้องใช้ความเพียรแรงกล้า ก็ถึงซึ่งปรินิพพาน ๔. สสงฺขารปรินิพฺพายี ฯ พระอนาคามีผู้ต้องขะมักเขม้นพากเพียรอย่างแรงกล้า จึงจะถึงซึ่งปรินิพพาน ๕. อุทฺธํโสตอกนิฏฺฐคามี ฯ พระอนาคามี ผู้มีกระแสไปถึงอกนิฏฐภูมิ จึงจะถึงซึ่งปรินิพพาน อรหัตตมัคคจิต คู่กับ อรหัตตผลจิต อรหัตมัคคจิต มาจากคำว่า อรหัตต ( ผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง ) + มัคค ( ทาง ) + จิต รวมแปลว่า จิตถึงทางที่เป็นผู้ควรแก่การบูชาอย่างยิ่ง วะจะนัตถะ ของ อรหัตตมัคคจิต มีว่า ๑. อคฺคทกฺขิเณยฺยภาเวน ปูชาวิเสสํ อรหาตีติ อรหา ฯ พระอริยบุคคลผู้ควรแก่การบูชาอันวิเศษ เพราะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาอันเลิศนั้น ชื่อว่า อรหันต์ ๒. ตสฺส ภาโว อรหตฺตํ จตุตฺถผลสฺสเสตํ อธิวจนํ ฯ ความเป็นแห่งพระอริยบุคคลผู้ควรแก่การอันวิเศษนั้น ชื่อว่า อรหัตต คำว่า อรหัตตนี้เป็นชื่อแห่ง อรหัตตผล ๓. ตสฺส อาคมนภูโต มคฺโค อรหตฺตมคฺโค ฯ มัคคเป็นที่มาแห่งอรหัตตผลนั้น ชื่อว่า อรหัตตมัคค ๔. เตน สมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ อรหตฺตมคฺคจิตฺตํ ฯ จิตที่สัมปยุตตด้วยอรหัตตมัคคนั้น ชื่อว่า อรหัตตมัคคจิต อรหัตตมัคคจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าอรหัตตมัคคบุคคล อรหัตตผลจิต เกิดขึ้นแก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าอรหัตตผลบุคคล อรหัตตผลบุคคลนี่แหละ เรียกว่า พระอรหันต์ เป็นพระ ขีณาสพ คือผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว เป็น อเสกขบุคคล คือบุคคลที่ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องปฏิบัติอีกแล้ว เพราะบริสุทธิหมดจดจนสิ้นเชิงแล้ว อรหัตตมัคคจิต เป็นจิตที่กำลังพ้นจากรูปโลกและอรูปโลก ( อนาคามีพ้นจากกามโลกแล้ว นี่กำลังพ้นจากรูปโลกและ อรูปโลกอีก ) อรหัตตผลจิต เป็นจิตที่พ้นแล้วจากรูปโลกและอรูปโลกโดยเด็ดขาดหมายความว่า พระอรหันต์เมื่อปรินิพพานแล้ว ไม่ต้องปฏิสนธิอีกเลย เป็นอันสิ้นภพสิ้นชาติ พ้นจากสังสารวัฏฏ์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป อรหัตตมัคคจิต เป็นจิตที่กำลังประหารกิเลส กล่าวโดยจิต ก็กำลังประหารอกุศลจิตที่เหลืออีก ๕ ดวง คือ โลภมูลจิต ที่เป็นทิฏฐิวิปปยุตต ๔ ดวง และโมหมูลจิตที่เป็นอุทธัจจสัมปยุตต ๑ ดวง อรหัตตผล เป็นจิตที่ประหารแล้วซึ่งอกุศลจิตที่เหลือ ๕ ดวงที่กล่าวแล้วข้างต้นข้างบนนั้นได้โดยเด็ดขาดเป็น สมุจเฉทปหาน เป็นอันว่าพระอรหันต์ไม่มีจิตที่เป็นอกุศลทั้ง ๑๒ ดวงเกิดในสันดานอีกเลย กล่าวโดยอกุศลกรรมบถ ๑๐ อรหัตตมัคคจิต เป็นจิตที่กำลังประหารอกุศลกรรมบถที่เหลืออีก ๒ คือ สัมผัปปลาป ๑ และ อภิชฌา ๑ อรหัตตผลจิต เป็นจิตที่ประหารแล้วซึ่งอกุศลกรรมบถที่เหลือ ๒ ประการที่กล่าวแล้วนั้นได้โดยเด็ดขาดเป็น สมุจเฉทปหาน เป็นอันว่าพระอรหันต์ไม่มีอกุศลกรรมบถ ๑๐ เกิดในสันดานอีกเลย พระอรหันต์มีหลายประเภท พระอรหันต์ บางทีเรียกว่า พระขีณาสพ บางทีเรียกว่า อเสกขบุคคลที่เรียกว่าพระอรหันต์หมายความว่า เป็นบุคคล ที่ควรสักการะบูชายิ่ง ที่เรียกว่าพระขีณาสพหมายความว่าเป็นบุคคลที่สิ้นอาสวกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วและที่เรียกว่า พระอเสกขบุคคลนั้นหมายถึงว่า เป็นผู้ที่ไม่ต้องศึกษาต่อไปอีกแล้ว เพราะมีศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา โดยบริบูรณ์ บริสุทธิ์แล้ว พระอรหันต์นี้จัดได้ว่ามี ๓ ประเภท คือ ๑. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยพระองค์เองและสามารถโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์คือให้ถึง อริยมัคคอริยผลได้ด้วย เพราะทรงเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วย อาสยานุสยญาณ ญาณที่สามารถรู้อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ประการหนึ่ง อินทริยปโรปริยัตติญาณ ญาณที่สามารถรู้อินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายว่ายิ่งหรือหย่อนเพียงใด ประการหนึ่ง และ สัพพัญญุตตญาณ ญาณที่สามารถรอบรู้สิ้นซึ่งปวงสังขตธรรมและอสังขตธรรมอีกประการหนึ่งจึงได้ชื่อว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า คือที่ขนานพระนามกันว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเหมือนกัน แต่ไม่สามารถโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ เพราะไม่ถึงพร้อมด้วยญาณ ๓ ประการ ดังกล่าวแล้วในข้อ ๑ นั้น พระอรหันต์ประเภทนี้ได้ชื่อว่า พระอรหันต์ปัจเจกพุทธเจ้า หรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า อยากจะกล่าวโดย อัตโนมัติว่า ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่สามารถโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้นั้นเป็นด้วยเหตุอีกประการหนึ่ง คือ ในยุคนั้นไม่มีผู้มีบารมีแก่กล้าพอที่จะเข้าถึงธรรมอันประเสริฐถึงชั้นนั้นได้ เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าบังเกิดมีได้เฉพาะใน ยุคที่ว่างพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก็ในกาลที่ว่างพระพุทธศาสนาเช่นนั้น บุคคลทั้งหลายย่อมปราศจากศีลธรรมประกอบแต่กรรม อันเป็นอกุศล ใครเล่าจะสามารถสั่งสอนผู้ที่ไร้ศีลธรรมให้บรรลุถึงธรรมอันประเสริฐยิ่งปานนั้นได้ แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงพระมหากรุณาได้เฉพาะผู้ที่ทรงโปรดได้เท่านั้น ไม่ใช่โปรดได้ทั่วไปทั้งหมด ๓. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้อรหัตตมัคคอรหัตตผลตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า ( คือไม่ได้ตรัสรู้เอง ) นั้น ได้ชื่อว่า พระอรหันต์ ได้แก่ พระอรหันต์ ได้แก่ พระอรหันต์ทั่วๆ ไป ที่นอกจากพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั่วๆ ไปนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ ประเภท คือ ปัญญาวิมุตติ และ เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ หมายถึงพระอรหันต์ผู้ไม่ได้ฌานเลย กล่าวคือไม่ได้เจริญสมถภาวนาไม่ได้ทำฌาน เป็นแต่เจริญวิปัสสนาภาวนาแต่อย่างเดียวจนบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผล พระอรหันต์ผู้ที่ไม่ได้ฌานนี้เรียกว่า สุกขวิปัสสก พระอรหันต์ ส่วน เจโตวิมุตติ หมายถึงพระอรหันต์ผู้ที่ได้ฌานด้วย ( ผู้ที่ได้ฌานเรียกว่า ฌานลาภีบุคคล ) การได้ฌานก็สามารถได้มาด้วย ๒ ประการ คือ ก. เป็นผู้เจริญสมถภาวนาจนได้ฌาน เช่นนี้เรียกว่า ปฏิปทาสิทธิฌาน ได้ฌานด้วยการปฏิบัติ แล้วก็มาเจริญวิปัสสนา ภาวนาตามลำดับ จนบรรลุพระอรหันต์ ข. เป็นผู้ที่แม้จะไม่ได้เจริญสมถภาวนามาก่อนก็ตาม แต่ว่าเมื่อได้เจริญวิปัสสนาภาวนามาตามลำดับจนบรรลุอรหัตตมัคค อรหัตตผล ด้วยผลแห่งบุญญาธิการแต่ปางก่อน เมื่อบรรลุอรหัตตผล ก็ถึงพร้อมซึ่งฌานด้วยเช่นนี้เรียกว่า มัคคสิทธิฌาน ได้ฌานด้วยอำนาจแห่งมัคค จนถึงได้อภิญญาด้วยก็มี เช่น พระจุฬปัณถก เมือสำเร็จเป็น พระอรหันต์ก็มีอภิญญา ด้วยคือมีอิทธิฤทธิถึงสำแดงปาฏิหารย์ เป็นพระภิกษุหลายรูปจนเต็มพระเชตวัน รวมความว่า พระอรหันต์ประเภทปัญญาวิมุตติ ไมได้ฌานด้วยเรียกว่า สุกขวิปัสสกพระอรหันต์ พระอรหันต์ประเภท เจโตวิมุตตินั้นเป็นผู้ได้ฌานด้วย เรียกว่าพระอรหันตฌานลาภีบุคคล พระอรหันต์ผู้เป็นฌานลาภีบุคคลนั้น ได้ฌานจนถึงได้อภิญญาด้วยก็มี ได้ฌานก็จริงแต่ไม่ถึงได้อภิญญาด้วยก็มี ฌานลาภีอรหัตตบุคคลนั้นที่ได้ถึงอภิญญาด้วยนั้น บางองค์ก็ได้เพียง อภิญญา ๓ บางองค์ก็ได้ถึง อภิญญา ๖ อภิญญา ๓ หรือบางทีก็เรียกว่า วิชา ๓ นั้นได้แก่ ( ๑ ) ปุพเพนิวาสนุสติญาณ ระลึกชาติได้ ( ๒ ) ทิพพจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณ ตาทิพย์ รู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย ( ๓ ) อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำให้สิ้นกิเลสและอาสวะ เฉพาะอภิญญาข้อ ๓ นี้ จะเป็นสุกขวิปัสสกพระอรหันต์ก็ตาม หรือฌานลาภีอรหัตตบุคคลได้ถึงอภิญญาด้วยหรือไม่ก็ตาม ต้องมีอภิญญาข้อ ๓ นี้ด้วยทุกๆ องค์ อภิญญา ๖ หรือบางทีก็เรียกว่า วิชา ๖ นั้น คือวิชา ๓ นั่นเอง และเพิ่มขึ้นอีก ๓ คือ ( ๔ ) ปรจิตตวิชานน หรือ เจโตปริยญาณ รู้จิตใจผู้อื่น ( ๕ ) ทิพพโสตญาณ หูทิพย์ ( ๖ ) อิทธิวิธี สำแดงฤทธิ์ได้ อีกนัยหนึ่งนั้น จำแนกพระอรหันต์เป็น ๒ ประเภท โดยจำแนกเป็นพระอรหันต์ผู้มี ปฏิสัมภิทาญาณ และพระอรหันต์ ผู้ไม่มี ปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิสัมภิทาญาณ คือ ถึงพร้อมด้วยความรู้อันแตกฉาน แปลสั้นๆ ว่า ปัญญาแตกฉาน ปฏิสัมภิทาญาณ มี ๔ ประการคือ ๑. อตฺถปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในผลทั้งปวง อันบังเกิดจากเหตุ ชื่อว่า อัตถะปฏิสัมภิทาญาณ อัตถะ หรือ ผล นั้นได้แก่ธรรม ๕ ประการ คือ ก. ยํ กิญฺจิ ปจฺจยสมฺภูตํ คือรูปธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยประชุมปรุงแต่ง ข. นิพฺพานํ คือพระนิพพาน ค. ภาสิตตฺโถ คืออรรถที่กล่าวแก้ให้รู้วิบากขันธ์ ๓๒ ดวง ง. กิริยาจิตฺตํ คือกิริยาจิต ๒๐ ดวง จ. ผลจิตฺตํ คือผลจิต ๔ ดวง ๒. ธมฺมปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในเหตุที่ทำให้บังเกิดผลชื่อว่า ธัมมาปฏิสัมภิทาญาณ ธรรม หรือ เหตุ นั้นได้แก่ธรรม ๕ ประการ คือ ก. โย โกจิ ผลนิพฺพตฺตโก เหตุ คือเหตุทั้งปวงบรรดาที่ยังผลให้เกิดขึ้น ข. อริยมคฺโค คือมัคคจิตทั้ง ๔ ค. ภาสิตํ คือพระธรรมทั้ง ๓ ปิฎก ง. กุสลจิตฺตํ คือกุศลจิต ๑๗ ดวง จ. อกุศลจิตฺตํ คือ อกุศลจิต ๑๒ ดวง ๓. นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในภาษา คือบัญญัติแห่งอัตถะปฏิสัมภิทาและธัมมะปฏิสัมภิทา ย่อมมีด้วย นิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าว ธมฺมนิรุตฺติ นั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่ารู้จักถ้อยคำหรือภาษาอัน เป็นบัญญัติที่เรียกว่า โวหารในการอธิบายขยายความแห่งอัตถปฏิสัมภิทา และธัมมปฏิสัมภิทา ให้ผู้สดับตรับฟังรู้และเข้าใจได้แจ่มแจ้งลึกซึ้งโดยถ้วนถี่ เช่นนี้เป็นต้น ๔. ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ คือมีปัญญาว่องไว ไหวพริบ เฉียบแหลม คมคาย ในการตอบโต้อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา และนิรุตติปฏิสัมภิทา ทั้ง ๓ นั้น ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วชัดแจ้ง โดยฉับ พลันทันที ความรู้แตกฉานเช่นนี้แหละชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ โลกุตตรจิตอย่างพิสดาร โลกุตตรจิตอย่างพิสดารนั้น คือโลกุตตรจิตอย่างย่อ ๘ ดวงนั่นเองแจกไปตามฌานที่ได้ที่ถึง ซึ่งมีอยู่ ๕ ฌานนั้น เช่น โสดาปัตติมัคคจิต ๑ ดวง ก็มีได้ทั้งที่ได้ปฐมฌาน ๑, ที่ได้ทุติยฌาน ๑, ที่ได้ตติยฌาน ๑, จตุตถฌาน ๑ และปัญจมฌาน ๑ รวม เป็น ๕ ฌาน หรือ ๕ ชั้น ดังนี้ โสดาปัตติมัคคจิตที่ประกอบด้วยฌาน ก็มี ๕ ดวง มัคคจิตโดยย่อ ๔ ดวง ประกอบด้วยฌาน ๕ ชั้น จึงมีมัคคจิตโดยพิสดารเป็น ๒๐ ดวง เฉพาะมัคคจิตโดยย่อ ๔ ดวง ซึ่งแม้จะมิใช่จิตที่ประกอบด้วยฌาน แต่ที่ถือว่าเป็นปฐมฌาน ด้วย ดังมีคาถาสังคหะที่ ๑๕ กล่าวไว้ ดังจะเห็นได้ในเมื่อกล่าวถึงคาถาสังคหะนั้น อนึ่ง มัคคจิตก็ไม่ได้แจกไปตามอรูปฌานอีก ๔ ฌานนั้นด้วยก็เพราะเหตุว่า อรูปฌานทั้ง ๔ นั้นนับเป็นปัญจมฌาน ด้วยว่ามีองค์ฌานเพียง ๒ คือ อุเบกขากับเอกัคคตาเท่ากันและเหมือนกันกับรูปาวจรปัญจมฌาน เป็นแต่อารมณ์ต่างกันเท่า นั้นเอง ส่วนองค์ฌานคงเท่ากัน ดังนั้นจึงนับว่าฌานทั้ง ๙ ฌานมีเพียง ๕ ชั้น ด้วยเหตุนี้มัคคจิต ๔ ดวง จำแนกไปตามฌาน ๕ ชั้นจึงเป็น ๒๐ ดวง โดยทำนองเดียวกัน ผลจิตโดยย่อ ๔ ดวง เมื่อจำแนกไปตามฌานที่ได้ที่ถึง ซึ่งมี ๕ ชั้น จึงเป็นผลจิตอย่างพิสดาร ๒๐ ดวง รวม มัคคจิตอย่างพิสดาร ๒๐ ดวง กับผลจิตอย่างพิสดาร ๒๐ ดวง จึงเป็นโลกุตตรจิตอย่างพิสดาร ๔๐ ดวง โลกุตตรกุศลจิต หรือ มัคคจิต อย่างพิสดาร ๒๐ ดวงนั้น ได้แก่ ๑. วิตกฺวิจารปีติสุเขกคฺคตา สหิตํ ปฐมฌานโสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ โสดาปัตติมัคคจิต เกิดพร้อมด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นปฐมฌาน ๒. วิจารปีติสุเขกคฺคตา สหิตํ ทุติยฌานโสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ โสดาปัตติมัคคจิต เกิดพร้อมด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นทุติยฌาน ๓. ปีติสุเขกคฺคตา สหิตํ ตติยฌานโสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ โสดาปัตติมัคคจิต เกิดพร้อมด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นตติยฌาน ๔. สุเขกคฺคตา สหิตํ จตุตฺถฌานโสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ โสดาปัตติมัคคจิต เกิดพร้อมด้วย สุข เอกัคคตา เป็นจตุตถฌาน ๕. อุเปกฺเขกคฺคตา สหิตํ ปญฺจมฌานโสตาปตฺติมคฺคจิตฺตํ โสดาปัตติมัคคจิต เกิดพร้อมด้วย อุเบกขา เอกัคคตา เป็นปัญจมฌาน สกทาคามิมัคคจิต ที่ประกอบด้วยฌาน เป็น ๕ ดวง อนาคามิมัคคจิต ที่ประกอบด้วยฌาน เป็น ๕ ดวง และ อรหัตตมัคคจิต ที่ประกอบด้วยฌานเป็น ๕ ดวง ก็มีนัยเป็นทำนองเดียวกันนี้ โลกุตตรวิบากจิต หรือ ผลจิต อย่างพิสดาร ๒๐ ดวงนั้นได้แก่ ๑. วิตกฺวิจารปีติสุเขกคฺคตา สหิตํ ปฐมฌานโสตาปตฺติผลจิตฺตํ โสดาปัตติผลจิต เกิดพร้อมด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นปฐมฌาน ๒. วิจารปีติสุเขกคฺคตา สหิตํ ทุติยฌานโสตาปตฺติผลจิตฺตํ โสดาปัตติผลจิต เกิดพร้อมด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นทุติยฌาน ๓. ปีติสุเขกคฺคตา สหิตํ ตติยฌานโสตาปตฺติผลจิตฺตํ โสดาปัตติผลจิต เกิดพร้อมด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นตติยฌาน ๔. สุเขกคฺคตา สหิตํ จตุตฺถฌานโสตาปตฺติผลจิตฺตํ โสดาปัตติผลจิต เกิดพร้อมด้วย สุข เอกัคคตา เป็นจตุตถฌาน ๕. อุเปกฺเขกคฺคตา สหิตํ ปญฺจมฌานโสตาปตฺติผลจิตฺตํ โสดาปัตติผลจิต เกิดพร้อมด้วย อุเบกขา เอกัคคตา เป็นปัญจมฌาน สกทาคามิผลจิต ที่ประกอบด้วยฌาน เป็น ๕ ดวง อนาคามิผลจิตที่ประกอบด้วยฌาน เป็น ๕ ดวง และ อรหัตตผลจิต ที่ประกอบด้วยฌานเป็น ๕ ดวง ก็มีนัยทำนองเดียวกันนี้ จำแนกโลกุตตรจิตโดยชาติเภทเป็นต้น ๑. ชาติเภท โลกุตตรจิตโดยย่อ ๘ ดวงก็ดี โลกุตตรจิตโดยพิสดาร ๔๐ ดวงก็ดี จำแนกโดยชาติได้ ๒ คือ โลกุตตรกุศลจิต หรือ มัคคจิต โดยย่อ ๔ ดวงก็ดี โดยพิสดาร ๒๐ ดวงก็ดี เป็นชาติกุศล โลกุตตรวิบากจิต หรือ ผลจิต โดยย่อ ๔ ดวงก็ดี โดยพิสดาร ๒๐ ดวงก็ดี เป็นชาติวิบาก ดังนั้นจึงเรียกกันสั้นๆ ว่า มัคคเป็นกุศล ผลเป็นวิบาก ๒. ภูมิเภท โลกุตตรจิตเป็นโลกุตตรภูมิ คือเป็นจิตชั้นที่เหนือยิ่งกว่าจิตชั้นใดๆ ทั้งสิ้น ๓. เวทนาเภท โลกุตตรจิตโดยย่อ ๘ ดวงนั้น ถ้ามหากุศลญาณสัมปยุตตจิตที่เจริญวิปัสสนาภาวนาเป็น โสมนัสเวทนา จนโลกุตตรจิตเกิด โลกุตตรจิตที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นโสมนัสเวทนาเช่นเดียวกัน ถ้ามหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ที่เจริญวิปัสสนาภาวนานั้นเป็นอุเบกขาเวทนาจนโลกุตตรจิตเกิด โลกุตตรจิตที่เกิดขึ้นนั้น ก็เป็นอุเบกขาเวทนาเช่นเดียวกัน ส่วนโลกุตตรจิตโดยพิสดาร ๔๐ ดวงนั้น เป็นโลกุตตรจิตที่ประกอบด้วยฌาน ซึ่งฌานที่ประกอบกับโลกุตตรจิตนั้นมี เวทนาอย่างใด โลกุตตรจิตนั้นก็มีเวทนาอย่างนั้น กล่าวคือ โลกุตตรจิตที่ประกอบด้วยปฐมฌานก็ดี ทุติยฌานก็ดี ตติยฌานก็ดี แม้จตุตถฌานก็ดี เหล่านี้ย่อมเป็นโสมนัสเวทนา เพราะฌานเหล่านั้นที่ประกอบโลกุตตรจิตเหล่านี้ เป็นฌานที่เกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนา โลกุตตรจิตที่ประกอบด้วยปัญจมฌาน ย่อมเป็นอุเบกขาเวทนา เพราะเป็นปัญจมฌานนั้น เป็นฌานที่เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา ๔. เหตุเภท โลกุตตรจิตเป็นสเหตุกจิต เป็นจิตที่มีสัมปยุตตเหตุและเหตุที่ประกอบก็ครบทั้ง ๓ เหตุเต็มที่ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ ๕. สังขารเภท โลกุตตรจิตโดยย่อ ๘ ดวงก็ดี โดยพิสดาร ๔๐ ดวงก็ดี เป็นสสังขาริกจิต ทั้งสิ้น เพราะโลกุตตรจิตจะเกิด ได้ก็โดยอาศัยมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต เจริญวิปัสสนาภาวนามาก่อน จึงต้องถือว่ามหากุศลญาณสัมปยุตตจิตนั่นแหละ เป็นสิ่งที่ชักจูงให้โลกุตตรจิตเกิดขึ้น ๖. สัมปยุตตเหตุ โลกุตตรจิตเป็นญาณสัมปยุตต เป็นจิตที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นจิตที่มีปัญญา ถ้าเป็นจิตที่ไม่มีปัญญา เป็นจิตญาณวิปปยุตต ไม่ใช้ปัญญาประกอบด้วยแล้ว โลกุตตรจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเป็นอันขาด ๗. โสภณเภท โลกุตตรจิตเป็นโสภณจิต เป็นจิตที่ประเสริฐยิ่งกว่าจิตใดๆ ทั้งปวง ไม่มีจิตใดจะประเสริฐเทียบเทียมได้เลย ๘. โลกเภท โลกุตตรจิตประเภทเดียวเท่านี้แหละเป็นโลกุตตระ หาใช่โลกียะไม่ นอกจากโลกุตตรจิตนี้แล้ว จิตอื่นๆ นั้น เป็นโลกียจิตทั้งหมด ๙. ฌานเภท โลกุตตรจิตโดยย่อ ๘ ดวงเป็นจิตที่ไม่มีฌานจิตประกอบด้วย จึงเป็นอฌานจิต แต่อย่างไรก็ดี โลกุตตรจิตโดยย่อ ๘ ดวงที่ไม่ได้ฌานด้วยนี้ ก็ถือว่าเป็นปฐมฌาน ถึงซึ่งปฐมฌานด้วย ดังที่จะเห็นได้ ตามคาถาสังคหะที่ ๑๕ ที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้านี้ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นโดยอัตโนมัติว่า โลกุตตรจิตโดยย่อ ๘ ดวงนี้ควรจัดเป็น ฌานจิตได้ด้วย ส่วนโลกุตตรจิตโดยพิสดาร ๔๐ ดวงนั้น เป็นจิตที่ประกอบด้วยฌานโดยแท้ จึงเป็นฌานจิต อย่างไม่มีปัญหา

รูปภาพ

Pilgrimage to the Mahabodhi Templeโลกุตตรกุศล

รูปภาพ

โลกุตตรกุศล

รูปภาพ

ทางข้ามภพ การบรรลุมรรคผลนิพพาน : สามัญญผลลำดับที่ ๑ รายละเอียด: | ฮิต: 8994 ให้เรตสมาชิก: 5 / 5ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน กรุณาให้คะแนน โหวต 5 สามัญญผลลำดับที่ ๑ หลังจากบรรลุฌาน ๔ แล้ว ถ้าผู้เจริญภาวนายังสามารถประคองใจเป็นสมาธินิ่งแน่วแน่ต่อไปอีก ใจย่อมบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ผ่องแผ้ว สุกสว่างยิ่งขึ้น ปราศจากกิเลสและอุปกิเลส๑ จึงตั้งหมั่นไม่หวั่นไหว เป็นใจที่ละเอียดอ่อน จนสามารถบรรลุญาณระดับต้น หรือที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” บังเกิดความรู้ขึ้นในจิตใจตนเองโดยอัตโนมัติว่า กายของคนเราซึ่งเกิดจากมารดาและบิดานี้ ประกอบด้วยรูปและวิญญาณ รูปคือร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยมหาภูต ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ส่วนวิญญาณนั้นหมายถึงใจนั่นเอง กายมนุษย์ที่เกิดแต่มารดาบิดานี้ ย่อมเจริญเติบโตขึ้นได้ด้วยอาหาร และเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ มีการเจ็บไข้ได้ป่วยและแก่ชรา แม้จะระวังรักษาสุขภาพให้ดีเพียงใด ในที่สุดก็จะต้องจบชีวิตลงจนได้ ซึ่งทำให้รูปและวิญญาณแยกออกจากกันไปคนละทาง เหล่านี้เป็นธรรมดาโลก ดังที่สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าอชาตศัตรูว่า “ภิกษุ เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส นุ่มนวล ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูปประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันแตกทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้...มหาบพิตร นี้แหละสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ”๒ จากพุทธดำรัสนี้ จะเห็นว่าสามัญญผลที่ผู้เจริญภาวนาจะพึงบรรลุต่อจากฌาน ๔ ก็คือ “ญาณทัสสนะ” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วิปัสสนาญาณ” เป็นญาณตามเห็นความเกิดและความดับของร่างกายตนเองทำให้มองเห็นว่าร่างกายของเรานี้น่ากลัวมีแต่โทษ แล้วเกิดความเบื่อหน่าย ปรารถนาจะละทิ้งกายตนเองเสีย ขณะเดียวกันก็คิดพิจารณาหาทางที่จะละทิ้งกายตน ครั้นแล้วก็เกิดความวางเฉยไม่ยินดียินร้ายต่อร่างกายตน ญาณในระดับนี้ย่อมนำไปสู่การหยั่งรู้ อริยสัจ ๔ (ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์) “ญาณทัสสนะ” หรือ “วิปัสสนาญาณ” นี้ เป็นญาณที่จะพยุงจิตของผู้บรรลุธรรมกายเบื้องต้น หรืออธรรมกายโคตรภู๓ ขึ้นไปสู่ธรรมกายพระโสดา เป็นอริยบุคคลระดับต้นคือพระโสดาบัน ดังนั้นจึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ที่บรรลุ “ญาณทัสสนะ” หรือ “วิปัสสนาญาณ” ก็คือผู้บรรลุธรรมกายโคตรภูนั่นเอง ------------------------------------------------------------------------------------------------ ๑ อุปกิเลส คือ สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก มี ๑๖ อย่างคือ ๑. อภิชฌา วิสมโลภะ ละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือก ๒.โทสะ คิดประทุษร้าย ๓. โกธะ โกรธ ๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ ๕.มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ๖. ปลาสะ ตีเสมอ ๗.อิสสา ริษยา ๘.มัจฉริยะ ตระหนี่ ๙. มายา เจ้าเล่ห์ ๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด ๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ ๑๒. สารัมภะ แข่งดี ๑๓. มานะ ถือตัว ๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน ๑๕. มทะ มัวเมา ๑๖. ปมาทะ เลินเล่อหรือละเลย ๒ สามัญญผลสูตร ที.สี ๙/๑๓๑/๑๐๑ ๓ ธรรมกาย มีหลายระดับ ธรรมกายเบื้องต้น เรียกว่า ธรรมกายโคตรภู เป็นรอยต่อระหว่าง โลกิยภูมิและโลกุตตรภูมิ ผู้เข้าถึงธรรมกายโคตรภูแล้ว หากประมาทพลาดพลั้ง ไม่หมั่นฝึกฝน อบรมจิตจนมีความละเอียดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น สามารถตัดสังโยชน์ไปได้ตามลำดับ ก็จะเข้าถึงธรรมกายอริยบุคคล ตั้งแต่ธรรมกายโลก ธรรมกายสกทาคามีธรรมกายอนาคามี และธรรมกายอรหัต หมดกิเลสได้ในที่สุด ค้นหา ค้นหา ค้นหา... www.Stats.in.th

รูปภาพ

ทางข้ามภพ การบรรลุมรรคผลนิพพาน : สามัญญผลลำดับที่ ๑ รายละเอียด: | ฮิต: 8994 ให้เรตสมาชิก: 5 / 5ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน กรุณาให้คะแนน โหวต 5 สามัญญผลลำดับที่ ๑ หลังจากบรรลุฌาน ๔ แล้ว ถ้าผู้เจริญภาวนายังสามารถประคองใจเป็นสมาธินิ่งแน่วแน่ต่อไปอีก ใจย่อมบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ผ่องแผ้ว สุกสว่างยิ่งขึ้น ปราศจากกิเลสและอุปกิเลส๑ จึงตั้งหมั่นไม่หวั่นไหว เป็นใจที่ละเอียดอ่อน จนสามารถบรรลุญาณระดับต้น หรือที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” บังเกิดความรู้ขึ้นในจิตใจตนเองโดยอัตโนมัติว่า กายของคนเราซึ่งเกิดจากมารดาและบิดานี้ ประกอบด้วยรูปและวิญญาณ รูปคือร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยมหาภูต ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ส่วนวิญญาณนั้นหมายถึงใจนั่นเอง กายมนุษย์ที่เกิดแต่มารดาบิดานี้ ย่อมเจริญเติบโตขึ้นได้ด้วยอาหาร และเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ มีการเจ็บไข้ได้ป่วยและแก่ชรา แม้จะระวังรักษาสุขภาพให้ดีเพียงใด ในที่สุดก็จะต้องจบชีวิตลงจนได้ ซึ่งทำให้รูปและวิญญาณแยกออกจากกันไปคนละทาง เหล่านี้เป็นธรรมดาโลก ดังที่สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าอชาตศัตรูว่า “ภิกษุ เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส นุ่มนวล ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูปประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันแตกทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้...มหาบพิตร นี้แหละสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ”๒ จากพุทธดำรัสนี้ จะเห็นว่าสามัญญผลที่ผู้เจริญภาวนาจะพึงบรรลุต่อจากฌาน ๔ ก็คือ “ญาณทัสสนะ” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วิปัสสนาญาณ” เป็นญาณตามเห็นความเกิดและความดับของร่างกายตนเองทำให้มองเห็นว่าร่างกายของเรานี้น่ากลัวมีแต่โทษ แล้วเกิดความเบื่อหน่าย ปรารถนาจะละทิ้งกายตนเองเสีย ขณะเดียวกันก็คิดพิจารณาหาทางที่จะละทิ้งกายตน ครั้นแล้วก็เกิดความวางเฉยไม่ยินดียินร้ายต่อร่างกายตน ญาณในระดับนี้ย่อมนำไปสู่การหยั่งรู้ อริยสัจ ๔ (ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์) “ญาณทัสสนะ” หรือ “วิปัสสนาญาณ” นี้ เป็นญาณที่จะพยุงจิตของผู้บรรลุธรรมกายเบื้องต้น หรืออธรรมกายโคตรภู๓ ขึ้นไปสู่ธรรมกายพระโสดา เป็นอริยบุคคลระดับต้นคือพระโสดาบัน ดังนั้นจึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ที่บรรลุ “ญาณทัสสนะ” หรือ “วิปัสสนาญาณ” ก็คือผู้บรรลุธรรมกายโคตรภูนั่นเอง ------------------------------------------------------------------------------------------------ ๑ อุปกิเลส คือ สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก มี ๑๖ อย่างคือ ๑. อภิชฌา วิสมโลภะ ละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือก ๒.โทสะ คิดประทุษร้าย ๓. โกธะ โกรธ ๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ ๕.มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ๖. ปลาสะ ตีเสมอ ๗.อิสสา ริษยา ๘.มัจฉริยะ ตระหนี่ ๙. มายา เจ้าเล่ห์ ๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด ๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ ๑๒. สารัมภะ แข่งดี ๑๓. มานะ ถือตัว ๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน ๑๕. มทะ มัวเมา ๑๖. ปมาทะ เลินเล่อหรือละเลย ๒ สามัญญผลสูตร ที.สี ๙/๑๓๑/๑๐๑ ๓ ธรรมกาย มีหลายระดับ ธรรมกายเบื้องต้น เรียกว่า ธรรมกายโคตรภู เป็นรอยต่อระหว่าง โลกิยภูมิและโลกุตตรภูมิ ผู้เข้าถึงธรรมกายโคตรภูแล้ว หากประมาทพลาดพลั้ง ไม่หมั่นฝึกฝน อบรมจิตจนมีความละเอียดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น สามารถตัดสังโยชน์ไปได้ตามลำดับ ก็จะเข้าถึงธรรมกายอริยบุคคล ตั้งแต่ธรรมกายโลก ธรรมกายสกทาคามีธรรมกายอนาคามี และธรรมกายอรหัต หมดกิเลสได้ในที่สุด ค้นหา ค้นหา ค้นหา... www.Stats.in.th

รูปภาพ

การบรรลุมรรคผล#การที่เราแต่ละคนๆนะจะบรรลุพระโสดาบันบรรลุพระสกทาคามีอนาคามี บรรลุพระอรหันต์ก็เดินอยู่ในร่องรอยอันเดียวกันทั้งหมดเลย #เราต้องมาเห็นความเป็นจริงของรูปของนามเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนจิตมันเป็นกลางจิตมันเป็นกลางแล้วถึงจะมีโอกาสเกิดอริยมรรค#ความเป็นกลางต่อสังขารความเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงนี้แหล่ะคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล ถ้าเรายังภาวนาไม่สามารถเข้ามาสู่ความเป็นกลาง ต่อรูปนาม ต่อความปรุงแต่ง ได้ด้วยปัญญา ยังไกลกับมรรคผลอยู่ อย่างถ้าเราเป็นกลางด้วยสติ เป็นกลางด้วยสมาธิ ยังไกลต่อมรรคผลอยู่ แต่ถ้าเราอบรมปัญญามากพอนะ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางมากเข้่าๆนะ ตรง(ที่)ตั้งมั่นและเป็นกลางเนี่ย เป็นกลางด้วยสมาธิ (เป็น)กลางด้วยสติด้วยสมาธิ ในที่สุดจิตจะเกิดปัญญา เห็นว่าทุกอย่างเนี่ย เป็นของชั่วคราว เท่าๆกันหมดเลย ตรงนี้จะเป็นกลางด้วยปัญญาเมื่อมันเป็นกลางด้วยปัญญา จิตจะหมดความดิ้นรน หมดความปรุงแต่ง หมดการแสวงหา หมดกิริยาอาการทั้งหลาย จิตชนิดนี้แหล่ะพร้อมที่จะสัมผัสกับพระนิพพาน บางคนจิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิ แล้วผ่านกระบวนการแห่งอริยมรรค แต่บางคนมาถึงสังขารุเปกขา(ญาณ)แล้วนะ จิตถอยออกมาอีก เสื่อมไปเลยก็ได้ บางคนไปอยู่ตรงนี้นะ แล้วปรารถนาพุทธภูมิก็ได้ เป็นทางแยกไปพุทธภูมิเพราะงั้นจะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือจะเป็นพระอริยสงฆ์เป็นสาวกธรรมดา ก็ต้องฝึกจนกระทั่งได้สังขารุเปกขาญาณ ถ้าไม่มีสังขารุเปกขาฯเนี่ย พระโพธิสัตว์ก็อยู่ไม่รอดหรอก เดี๋ยวเจอความทุกข์เข้าก็ถอย ไม่เป็นกลางกับความทุกข์งั้นพวกเราทุกคนนะ รู้เป้าหมายของเรา เราจะต้องพัฒนาจิตใจของตนเอง จนวันหนึ่งมันเป็นกลางต่อความปรุงแต่งทั้งปวง เช่นเป็นกลางต่อความสุขความทุกข์ เป็นกลางต่อกุศลอกุศล เป็นกลางต่อความยินดียินร้ายทั้งหลาย จะเป็นกลางได้นะ อาศัยมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น รู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง เป็นกลางตัวนี้กลางด้วยสติด้วยสมาธิไปก่อน แล้วสุดท้ายมันจะกลางด้วยปัญญา

รูปภาพ